Sunday, September 24, 2017

โรคเก๊าท์เป็นโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากความผิดปกติในการเผาผลาญสารพิวรีน

การหลีกเลี่ยงอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์
โรคเก๊าท์เป็นโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากความผิดปกติในการเผาผลาญสารพิวรีน (PURINE) ในกระบวนการการเผาผลาญสารอาหารนั้นจะทำให้เกิดกรดยูริก โดยพบว่าในคนปกติจะมีกรดยูริกประมาณ 1,000 มิลลิกรัม และสามารถขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ได้ประมาณ 700 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ในกรณีของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ จะพบว่ามีการขับถ่ายลดลงกว่าคนปกติ ดังนั้นจึงมีการสะสมของกรดยูริคอยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกายโดยเฉพาะตามข้อกระดูกและพังผืดรวมถึงระบบทางเดินปัสสาวะ จนทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะที่ข้อนิ้วเท้า

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
พบว่าอาหารบางชนิดที่มีพิวรีนสูง ดังนั้นผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทนี้ เช่น อาหารประเภทเครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก เนื้อสัตว์ น้ำสกัดจากเนื้อสัตว์ ไข่ปลา กุ้ง หอยปลาอินทรีย์ กระถิน ชะอม ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ หากรับประทานมากเกินไป จะทำให้กรดยูริคในเลือดสูงขึ้น  ส่วนอาหารที่มีปริมาณสารพิวรีนปานกลาง ได้แก่ เบียร์และเหล้าต่างๆ เนื้อหมู เนื้อวัว ปลาหมึก ปู ปลากะพงแดง ใบขี้เหล็ก สะตอ ผักโขม ดอกกะหล่ำ ยอดแค ถั่วลิสง ถั่วลันเตา เห็ด ตำลึง แตงกวา หน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งผู้ป่วยสามารถรับประทานได้บ้างแต่ไม่บ่อย และอาหารประเภทที่มีพิวรีนต่ำ ผู้ป่วยสามารถกินได้ตามไม่จำกัด ซึ่งได้แก่ ธัญพืชชนิดต่างๆ  ข้าว ขนมปังขาว นมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยเหลว เนยแข็ง ไข่ น้ำตาล วุ้น ผักและผลไม้ต่างๆ เป็นต้น

ยาที่ควรหลีกเลี่ยง
นอกจากอาหารที่มีผลต่อสารพิวรีนของผู้ป่วยโรคเก๊าท์แล้ว การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาลดความดันโลหิตก็ยังมีส่วนในการทำให้กรดยูริคในเลือดสูงขึ้นอีกด้วย และการดื่มน้ำให้มาก ๆ อย่างน้อยวันละ 3 ลิตร จะช่วยเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางไต และช่วยลดโอกาสการตกตะกอนจนเป็นนิ่วในไตได้  การรับประทานผักและผลไม้ชนิดต่าง ๆ ให้มากขึ้น จะช่วยลดความเป็นกรดในปัสสาวะ และยังส่งผลให้เกิดการขับปัสสาวะมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม คนเป็นโรคเกาต์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักยอดอ่อนตามที่กล่าวมาข้างต้น

อาหารเหล่านี้แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคเก๊าท์สำหรับคนปกติ แต่หากผู้ป่วยโรคเก๊าท์ที่มีกรดยูริคสูงอยู่แล้วรับประทานเข้าอาหารเหล่านี้เข้าไป อาจจะทำให้เกิดโรคกำเริบบ่อยขึ้นได้ ดังนั้นอาหารจึงจัดเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมอาการของโรค ถึงแม้ว่าโรคเก๊าท์จะเป็นโรคที่ไม่ได้ร้ายแรงจนเป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิต แต่อาจจะเป็นต้นตอของโรคแทรกซ้อนต่างๆที่อันตรายยิ่งกว่านี้ได้ ทั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการใช้ชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คือการรีบเร่งรักษาเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เราจะต้องทรมานกับอาการปวดเหล่านี้อีกต่อไป

เรียกได้ว่า “โรคพุ่มพวง” เป็นอีกหนึ่งชื่อที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกันเป็นอย่างมาก

สัญญาณอันตราย!!! อาการบ่งบอกของโรคพุ่มพวง
เรียกได้ว่า โรคพุ่มพวง” เป็นอีกหนึ่งชื่อที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกันเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเรียกชื่อของโรคตามชื่อของราชินีลูกทุ่งคนดังในตำนาน ผึ้ง พุ่มพวง ดวงจันทร์” ที่ได้เสียชีวิตด้วยโรค SLE หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับโรคพุ่มพวงหรือโรค SLE นี้ว่าเกิดจากอะไร แล้วมีอาการใดบ้าง??ที่บ่งบอกว่าเรากำลังจะเสี่ยงเป็นโรคนี้ เพื่อที่จะเป็นแนวทางและทำให้คุณได้รู้กับโรคร้ายอันตราย ภัยเงียบที่เราควรทำความเข้าใจและระมัดระวังอย่างใกล้ชิด

โรคพุ่มพวง  คืออะไร
โรคพุ่มพวงมีชื่อตามทางแพทย์ว่า SLE (Systemic Lupus Erythematosus - SLE) มีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่าโรคลูปัส เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายที่มีความผิดปกติในการทำงาน โดยต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ จนทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังตามอวัยวะต่างๆ เช่น ข้อและไขกระดูก ผิวหนัง เส้นผม ไต ตับ ปอด ระบบเลือด หัวใจระบบประสาทและสมอง รวมไปถึงสามารถที่จะเกิดขึ้นได้ทุกอวัยวะในร่างกาย

สัญญาณของโรคพุ่มพวง (SLE)
โรคพุ่มพวงหรือโรค SLE ในผู้ป่วยแต่ละคนนั้นจะมีอาการและลักษณะที่แตกต่างกันไป ซึ่งอาการแรกเริ่มของโรคพุ่มพวงในทั่วไปนั้นจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ เหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อต่างๆ ซึ่งการแสดงออกของโรคเกิดขึ้นได้หลากหลายทั้งในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งหรือเกิดขึ้นทีเดียวพร้อมๆเลยก็ได้ สำหรับสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงโรคพุ่มพวงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นั้นจะเป็นอาการปวดตามข้อที่มีมากผิดปกติ อาการไข้ต่ำที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน มีผื่นแดงขึ้นบริเวณใบหน้าและร่างกายส่วนต่างๆ ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงที่โดนแสงแดดหรือแสงไฟก็จะยิ่งลุกลามมากขึ้น มีอาการผมร่วงที่มากเกินผิดปกติ บวมตามแขนและตามขา ใบหน้าหรือหนังตา รวมไปถึงผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ ขาดหรือไม่มาติดต่อกันเป็นระยะเวลา 2-3 เดือนขึ้นก็มีความเสี่ยงในการเกิดโรคพุ่มพวงได้เช่นกัน

ความรุนแรงของโรคพุ่มพวง
โดยปกติแล้วแพทย์จะทำการจัดแบ่งความรุนแรงของโรคพุ่มพวงออกเป็นระดับ ความรุนแรงน้อย ความรุนแรงปานกลาง และรุนแรงมาก ตามระบบของอวัยวะและอาการที่กำเริบตามชนิดของอาการที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนของร่างกาย อย่างเช่น อาการทางผิวหนัง ผมร่วง อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ คืออาการรุนแรงขั้นน้อยไปจนถึงปากกลาง เป็นต้น ส่วนอาการผิดปกติที่ไตหรือระบบเลือด สมอง และประสาทก็ถือว่าเป็นอาการขั้นรุนแรง

และนี่ก็เป็นเรื่องราวของโรคพุ่มพวง สัญญาณอันตราย อาการบ่งบอกของโรค ซึ่งอาการของผู้ป่วยโรคพุ่มพวงจะมีอาการรุนแรงมากในช่วงระยะเวลา ปีแรกหลังจากนั้นก็จะลดระดับลงมาเรื่อยๆ ตามการดูแลและควบคุมโรคซึ่งจะต้องดูแลรักษาตัวเองให้ดี 

โรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus - SLE) หรือโรคลูปัส

วิธีการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรค SLE เพื่อลดการกำเริบของโรค?
โรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus - SLE) หรือโรคลูปัส เป็นโรคชนิดเรื้อรังของกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันเพี้ยน ซึ่งเกิดจากร่างกายของผู้ป่วยมีการผลิตโปรตีนของภูมิคุ้มกันเลือด ชื่อว่า แอนติบอดี้” ขึ้นมามากผิดปกติ จนทำให้เกิดอันตรายและปัญหาทั้งทางตรงและทางอ้อม  จากปกตินั้นภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเราจะทำการต่อต้านสิ่งอันตราย เชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆ ที่เข้ามาจากทางภายนอกร่างกาย แต่หากเป็นโรค SLE  จะทำให้ทำงานผิดเพี้ยน ต่อต้านร่างกายของตนเอง จนส่งผลให้เกิดเป็นการอักเสบบริเวณอวัยวะส่วนต่างๆ ที่จะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการทำลายอวัยวะภายใน ไม่ว่าจะเป็นทั้ง หัวใจ ไต ปอด รวมไปถึงระบบประสาท  ในปัจจุบันนี้ โรค SLE ยังไม่ค้นพบวิธีการรักษาให้หายขาด เป็นโรคชนิดเรื้อรังที่ผู้ป่วยโรค SLE จะต้องหมั่นดูแลสุขภาพและปฏิบัติพร้อมทั้งรักษาตัวให้ถูกต้องมากที่สุด เพื่อที่จะได้ช่วยลดการลุกลามของโรคที่สามารถกำเริบได้ทุกเวลา

วิธีการดูแลและปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรค SLE
1.ผู้ป่วยโรค SLE ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญและถูกสัมผัสกับแสงแดด ในช่วงเวลา 09.00-16.00 น. หรือในช่วงที่มีแดดร้อนจัด ซึ่งถ้าหากมีความจำเป็นจริงๆควรที่จะสวมหมวกเพื่อบังแดด กางร่ม ใส่เสื้อผ้าให้มิดชิดก่อนออกจากบ้านอยู่เสมอ

2.เนื่องจากโรค SLE เป็นโรคชนิดเรื้อรังที่ใช้เวลาในการรักษายาวนาน ผู้ป่วยจะต้องฝึกตนเองให้มีระเบียบวินัยในการรับประทานยาให้ตรงเวลาตามที่แพทย์สั่ง เข้าพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยโรค SLE ไม่ควรที่ละเลยหรือหยุดทานยาโดยพลการเด็ดขาด เพราะว่าการขาดวินัยและรับประทานยาอย่างไม่สม่ำเสมอนั้นจะส่งผลให้อาการกำเริบและโรคแทรกซ้อนต่างๆที่จะเป็นผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก

3.ผู้ป่วยโรค SLE ควรพักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับให้เต็มอิ่ม ไม่ควรนอนดึกหรืออดนอนจนเกินไป พยายามทำจิตใจให้ผ่องใส ลดความตึงเครียด อย่าวิตกกังวลพร้อมฝึกจิตใจให้มีสติและเข้มแข็ง เพื่อที่จะทำให้เรามีแรงสู้และสามารถยอมรับและศึกษาทำความเข้าใจในโรคนี้และนำมาซึ่งการดูแลรักตัวเองและแก้ปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี

4.ผู้ป่วยโรค SLE ควรดูแลความสะอาดอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อตามอวัยวะต่างๆ หมั่นดูแลสุขภาพฟัน ความสะอาดของร่างกาย ผิวหนัง ซอกมือซอกเล็บ เพื่อที่จะได้ลดการติดเชื้อจากพยาธิ ไวรัส และแบคทีเรียต่างๆ ในกรณีนี้ถ้าผู้ป่วยมีอาการป่วยไข้ มีฝีหรือตุ่มขึ้นตามผิวหนัง ไอมีเสมหะ ให้รีบพบแพทย์เพื่อที่จะได้ตรวจเช็คและรักษาได้อย่างทันทีท่วงที

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรค SLE จะต้องหมั่นตรวจเช็คความผิดปกติของร่างกายที่แสดงถึงการกำเริบของโรค ไม่ว่าจะเป็น ไข้สูง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายๆ มีอาการบวมตามอวัยวะต่างๆ ปวดข้อและกระดูกรวมไปถึงมีผื่นตามตัว ผู้ป่วยจะต้องรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อตรวจและรักษาได้อย่างทันท่วงที 

สาเหตุของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมักเกิดขึ้นจากปัญหาการแพ้ภูมิตัวเอง

สาเหตุของการเกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

http://als-mnd.lnwshop.com/
สาเหตุของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมักเกิดขึ้นจากปัญหาการแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disorder) โดยมีสาเหตุมาจากความผิดปกติ ของการติดต่อกันระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ โดยในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เราจะพบว่าความผิดปกติดังกล่าว ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถหดตัวเหมือนคนปกติได้ และยังพบอาการภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อร่างกายของตนเองร่วมด้วย นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติของต่อมไทมัส (Thymus Gland) ในผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจมีสาเหตุมาจากเนื้องอกของต่อมไทมัส หรืออาจเกิดจากต่อมไทมัสที่มีขนาดโตผิดปกติได้เช่นกัน
 
อาการของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
อาการของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่มีความรุนแรงน้อยมากๆ นั้น มีโอกาสที่จะพลาดจากการวินิจฉัยได้ง่าย เนื่องจากอาการกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรงนั้นอาจมีสาเหตุมาจากโรคอื่นได้เช่นกัน โดยในการวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ในเบื้องต้นแพทย์จะเริ่มวินิจฉัยจากประวัติรวมไปถึงการตรวจร่างกาย และอาการของผู้ป่วย ว่าอยู่ในกลุ่มอาการของผู้ป่วยโรคกล้าม เนื้ออ่อนแรงหรือไม่ โดยเฉพาะการตรวจทางระบบประสาท เช่นการเคลื่อนไหวของตา โดยการขยับลูกตาและเปลือกตาได้ตามปกติหรือไม่ แพทย์อาจส่งตัวผู้ป่วยไปทำกาวินิจฉัยเพิ่มเติม โดยการตรวจเลือด การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ทดสอบการทำงานของปอด และการตรวจการชักนำประสาท เพื่อยืนยันการเกิดโรคในขั้นต่อไป
การรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเบื้องต้น
ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงอยู่มากมาย ที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น โดยแพทย์จะต้องพิจารณาเพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม และสอดคล้องกับเงื่อนไขของผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงแต่ละราย เช่น ตำแหน่งที่เกิดอาการ ความรุนแรงของอาการ อายุของผู้ป่วย ซึ่งวิธีการรักษาโดยการใช้ยา ต้องอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์เพราะยาก็มีผลข้างเคียงได้เช่นกัน การบำบัดด้วยอิมมูโนโกลบูลิน ซึ่งจะช่วยปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายการเปลี่ยนถ่ายพลาสมา การตัดต่อมไทมัส ในกรณีที่พบความผิดปกติของต่อมไทมัส ซึ่งจะช่วยลดอาการได้มากกว่า 70% และบางคนก็อาจหายขาด และการรักษาทางกายภาพบำบัดในการป้องกันปัญหาข้อติดและช่วยฝึกการหายใจ เป็นต้น
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงรักษาให้หายได้จริงหรือ??
โดยสรุปแล้ว โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นโรคที่เกิดการความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเน้นเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ดังนั้นผู้ป่วยควรพักผ่อนให้มาก หลีกเลี่ยงความร้อนและความเครียด เพื่อลดการเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ลดการออกแรงจากการทำงานหนัก ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารที่อ่อนนุ่มและไม่ต้องเคี้ยวมาก แบ่งมื้ออาหารเป็นหลาย ๆ มื้อ และควรระมัดระวังการสะดุดล้มของผู้ป่วย ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถป้องกันโรคนี้ได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หากใครเป็นโรคนี้แล้ว ถ้าได้รับคำแนะนำและการรักษาจากแพทย์อย่างถูกวิธี ก็สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน

Friday, September 8, 2017

การรักษาโรครูมาตอยด์ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะอาศัยความรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวหน้า

โรครูมาตอยด์...แค่กินยาแอสไพรินก็หายได้จริงหรือ??
การรักษาโรครูมาตอยด์ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะอาศัยความรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวหน้า  ซึ่งพบว่ามียาระงับข้ออักเสบ มากมายหลายสิบอย่าง หลายๆ คนที่เกิดอาการป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ หากรีบทำการรักษาอย่างถูกวิธีอาจทำให้โรคดังกล่าวค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่หากปล่อยไว้โดยคิดว่าไม่เป็นอะไร อาจส่งผลร้ายต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะภาวะแทรก ซ้อนของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เพราะหากปล่อยให้เป็นโรครูมาตอยด์จนเรื้อรัง และมีข้อผิดรูปจนเกิดความพิการในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงแล้ว การเกิดภาวะแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นในอวัยวะอื่นๆ ได้   ทางที่ดีควรรักษาอย่างต่อเนื่องจนหายเป็นปกติหรือดีขึ้นด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการกินยาแอสไพรินที่จะต้องมีติดตัวไว้ตลอดสำหรับผู้ป่วยรูมาตอยด์

โรครูมาตอยด์รักษาด้วยการใช้ยาแอสไพริน
การใช้ยาระงับปวดข้อหรือไขข้ออักเสบของโรครูมาตอยด์  ส่วนใหญ่จะใช้ ยาแอสไพริน  ซึ่งเป็นยาเก่าแก่ที่ใช้กันมากว่าหนึ่งร้อยปี แต่ต้องกินในขนาดที่ถูกต้องและนานพอ ซึ่งยาที่ใช้ได้ผลดีมากทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ จะอยู่ที่ประมาณ 60-80 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก  1  กิโลกรัมต่อวัน แบ่งให้วันละ  3-4 ครั้ง หลังอาหารและกินร่วมกันกับยาน้ำลดกรดหรือยาเคลือบกระเพาะ  เมื่อกินติดต่อกันทุกวันภายในสัปดาห์แรก จะพบว่าอาการปวดข้อทุเลาลง ส่วนผู้ที่มีอาการไข้ก็จะหายไป  สัปดาห์ที่สองหากมีอาการบวม ตึง ของข้อต่าง ๆ จะค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ และเริ่มขยับข้อได้ดีขึ้น  

ยาแอสไพรินดีต่อใจแค่ไหน..กับรูมาตอยด์
ผู้ป่วยที่มีอาการรูมาตอยด์ มีอาการข้ออักเสบจะดีขึ้นมากหลังจากการกินยาแอสไพรินเพียงอย่างเดียว แต่หากใครที่กินแอสไพรินแล้วมีอาการแสบท้อง ปวดท้อง หรือระคายกระเพาะ ควรพยายามกินยาลดกรดเพิ่มขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันมียาระงับการอักเสบหลายสิบชนิด แต่ก็ยังไม่มียาตัวไหนที่มีฤทธิ์ระงับอาการอักเสบของโรครูมาตอยด์ได้ดีกว่าแอสไพริน และยานี้ก็ใช้ได้ปลอดภัยมากในระยะยาว และยังเป็นยาที่ถูกที่สุดในบรรดายาระงับข้ออักเสบทั้งหลายหากเทียบกับยาอื่นที่มีราคาแพงและอาจมีผลข้างเคียงบางอย่างที่ไม่คาดคิดอีกด้วย

กว่าอาการจะทุเลาจนร่างกายเกือบเป็นปกติจากโรครูมาตอยด์นั้น จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ  3-4 เดือน แต่จะต้องกินยาแอสไพรินติดต่อกันไปเรื่อย ๆ เมื่อรู้สึกแข็งแรงจนเป็นปกติแล้วจึงค่อยหยุดยา    


สถานะ : Public

เชื่อว่ามีคุณสามีหลายๆคนที่กำลังประสบปัญหาการนอนกรน ซึ่งทำให้คุณภรรยาเกิดอาการนอนไม่หลับ

เคล็ด (ไม่ลับ)! กับวิธีแก้อาการนอนกรนของสามี ...ที่ทำให้ภรรยานอนไม่หลับ

http://sleepaid.lnwshop.com/

เชื่อว่ามีคุณสามีหลายๆคนที่กำลังประสบปัญหาการนอนกรน  ซึ่งทำให้คุณภรรยาเกิดอาการนอนไม่หลับ  เพราะเสียงกรนดังมากจนคนรอบข้างนอนไม่หลับ ซึ่งคุณภรรยาอาจจะต้องอดทนกับการฟังเสียงกรนมานานหลายปี ทำให้สุขภาพจิตอาจจะแย่เล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะอาการนอนไม่หลับและนอนไม่เพียงพอ แต่เมื่อความอดทนถึงขีดจำกัด การมอง
หาวิธีแก้นอนกรนแบบธรรมชาติน่าจะเป็นทางออกที่ดี การแก้อาการนอนกรนยังไม่มีวิธีการใดที่รักษาได้เห็นผลเต็มร้อย แต่มีคนเคยนำไปทดลองทำแล้วปรากฏว่าเห็นผลค่อนข้างชัดเจน ซึ่งคุณสามีสามารถทำได้ด้วยตัวเองและไม่ต้องมีการลงทุนอะไร จะได้ช่วยทำให้อาการนอนไม่หลับของคุณภรรยา กลับมานอนอย่างมีความสุขมากขึ้น

สาเหตุของการนอนกรนจนทำให้คนข้างๆ นอนไม่หลับ
วิธีแก้นอนกรนนั้นที่เป็นสาเหตุทำให้คนรอบข้างนอนไม่หลับนั้น ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจปัญหาว่าสาเหตุของการนอนกรนเกิดจากอะไร และวิธีแก้นอนกรน จะสามารถช่วยให้คนข้างๆ ที่เคยนอนไม่หลับกลับมานอนหลับได้สบายจริงหรือ และคุณสามีจะลดอาการนอนกรนได้อย่างไร ซึ่งการนอนกรนเกิดจากลิ้นไก่และเพดานอ่อน โดยมีการสั่นมากกว่าปกติในขณะที่หลับ  การกรนเกิดจากการอุดตันของทางเดินหายใจส่วนบนส่งผลทำให้เวลาหายใจเข้าอากาศ จึงไม่สามารถไหลลงเข้าไปสู่ปอดได้อย่างสะดวก ซึ่งเมื่อลมหายใจที่ไม่สามารถไหลลงไปสู่ปอดได้ ก็จะหมุนวนไปกระทบลิ้นไก่และเพดานอ่อน กลายเป็นการเกิดเสียงกรนดังออกมารบกวนคนรอบข้างซึ่งทำให้ใครต่อใครนอนไม่หลับนั่นเอง

วิธีพิชิตแก้นอนกรน
เมื่อคุณภรรยาถึงกับนอนไม่หลับมาหลายปี เพราะเสียงกรนของสามีดังสนั่น ลองหันมาชักชวนคุณสามีออกกำลังการช่วยแก้การนอนกรนได้ เพราะนอกจากจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ยังช่วยลดน้ำหนักได้ดีอีกด้วย  ส่วนใหญ่ที่เห็นมักจะเป็นคนอ้วนๆ ที่ชอบนอนหงายซึ่งจะทำให้เกิดอาการนอนกรน หากผอม น้ำหนักลดอาจช่วยลดอาการนอนกรนได้ อีกวิธีหนึ่งวิธีแก้นอนกรนคือ ห้ามรับประมาณมื้อหนักก่อนจะเข้านอน เพราะการที่รับประทานอาหารมากเกินไปแล้วเข้านอนทันที โดยอาหารยังไม่มีการย่อย ทำให้เป็นสาเหตุของการนอนกรน เพราะแรงดันจากกระเพราะอาหารจะไปยังกะบังลมควรจำไว้ว่า หลังรับประทานอาหารควรรอสัก 3 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อให้อาหารย่อยก่อน แล้วค่อยเข้านอน  

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของการกรน เพราะจะเป็นสารกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว แต่หากดื่มเกินขนาดจะออกฤทธิ์เป็นสารกดประสาททันที และเมื่อดื่มก่อนเข้านอนจะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวมากขึ้นกว่าเดิมและเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่กล้ามเนื้อในลำคออาจจะเกิดการอุดตันช่องทางเดินหายใจส่วนบนทำให้เกิดการกรนได้ ฉะนั้นก็ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดก่อนนอน ซึ่งวิธีดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้หายจากอาการนอนกรนแล้ว ยังช่วยแก้อาการนอนไม่หลับของคุณภรรยาอีกด้วย


สถานะ : Public

ผู้ที่มีอาการต่างๆ ที่คาดว่าน่าจะเป็นโรคเกล็ดเลือดต่ำ ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการเลือดออกผิดปกติ

เมื่อเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำ..แล้วเพิ่งรู้ตัว!!! ควรพบแพทย์เมื่อใด?

ผู้ที่มีอาการต่างๆ ที่คาดว่าน่าจะเป็นโรคเกล็ดเลือดต่ำ ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการเลือดออกผิดปกติ  ไม่ว่าจะเป็นมีเลือด ออกที่เยื่อเมือกบุช่องปาก จุดเลือดออกตามตัว  เลือดออกตามไรฟัน หรือมีจ้ำเลือดตามตัว มีประจำเดือนมากผิดปกติ มีเลือดออกจากทางเดินอาหาร ถ่ายอุจจาระสีดำเหมือนเส้นผม  ปัสสาวะเป็นเลือด หรือเมื่อมีเลือดออกหากเกิดบาดแผลหรือการถอนฟันเลือดจะหยุดยาก อาการที่เกิดขึ้นของโรคเกล็ดเลือดต่ำ หากมีจุดเลือดออกหรือจ้ำเลือด หรือมีเลือดออกผิดปกติที่ใด บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะ ซึมลง อาเจียนพุ่ง  จะต้องรีบไปโรงพยาบาลด่วน เพราะอาจมีเลือดออกในสมอง ซึ่งต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาทันท่วงที

การดำเนินการของแพทย์เมื่อผู้ป่วยมีเกล็ดเลือดต่ำ?
เมื่อสงสัยผู้ป่วยมีเกล็ดเลือดต่ำแพทย์จะดำเนินการ ด้วยการซักประวัติโดยละเอียดของผู้ป่วยก่อน ดูว่าผู้ป่วยโรคเกล็ดเลือดต่ำ มีประวัติเลือดออกที่ตำแหน่งใดบ้าง  แพทย์จะซักประวัติการใช้ยามาก่อนและต้องดูประวัติว่ามีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่ อย่างการติดเชื้อนำมาก่อน การฉีดวัคซีนบางชนิดของเด็กที่อาจสัมพันธ์กับการมีเกล็ดเลือดต่ำ อย่างในโรค ITP หรือมีอาการปวดข้อ แพ้แสงแดด มีผมร่วง มีผื่น หรือมีภาวะซีดร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งมักพบในโรคเอสแอลอี ซึ่งแพทย์จะแยกว่าเลือดที่ออกเป็นเลือดออกเฉพาะที่ หรือเลือดออกจากเกล็ดเลือดต่ำ อย่างการมีหลอดเลือดฝอยที่ผนังกั้นกลางจมูกผิดปกติ ทีส่งผลทำให้เกิดเลือดกำเดานั้น เกิดจากหลอดเลือดเปราะแตกง่าย ทำให้มีเลือดกำเดาออกอยู่ที่เดียว แต่หากเป็นจากเกล็ดเลือดต่ำ จะมีเลือดออกหลายๆที่ ซึ่งลักษณะของเลือดออกพอจะบอกได้ว่าจากเกล็ดเลือดต่ำหรือจากเลือดที่ออก หรือเกิดจากปัจจัยการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
  
ข้อควรระวังเมื่อเป็นโรคเกล็ดเลือดต่ำ
การตรวจพิสูจน์ว่าเกล็ดเลือดต่ำตามที่สงสัยจากประวัติและการตรวจร่างกาย ซึ่งอาจมีการเจาะเลือดเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นโรค เอสแอลอี หรือไม่ หากบางโรคที่ไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ อาจรอเฝ้าดูให้เกล็ดเลือดสูงขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์  การรักษาของแพทย์จะรักษาตามความรีบด่วนของอาการ และรักษาตาม หากมีเลือดออกมากต้องห้ามเลือด และให้เกล็ดเลือดทดแทนก่อน  ส่วนข้อควรระวังเมื่อมีเกล็ดเลือดต่ำคือควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำหัตถการต่างๆ อย่างการฉีดยา ถอนฟัน หรือ ผ่าตัด  ข้อปฏิบัติเมื่อมีเลือดออกคือ ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือสำลีแห้งกดไว้เพื่อไม่ให้เลือดไหลออกมาก หากมีเลือดกำเดาออกให้ก้มหน้าบีบจมูก พร้อมกับหายใจทางปาก แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไป 


สถานะ : Public