Showing posts with label โรคพุ่มพวง. Show all posts
Showing posts with label โรคพุ่มพวง. Show all posts

Sunday, September 24, 2017

เรียกได้ว่า “โรคพุ่มพวง” เป็นอีกหนึ่งชื่อที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกันเป็นอย่างมาก

สัญญาณอันตราย!!! อาการบ่งบอกของโรคพุ่มพวง
เรียกได้ว่า โรคพุ่มพวง” เป็นอีกหนึ่งชื่อที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกันเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเรียกชื่อของโรคตามชื่อของราชินีลูกทุ่งคนดังในตำนาน ผึ้ง พุ่มพวง ดวงจันทร์” ที่ได้เสียชีวิตด้วยโรค SLE หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับโรคพุ่มพวงหรือโรค SLE นี้ว่าเกิดจากอะไร แล้วมีอาการใดบ้าง??ที่บ่งบอกว่าเรากำลังจะเสี่ยงเป็นโรคนี้ เพื่อที่จะเป็นแนวทางและทำให้คุณได้รู้กับโรคร้ายอันตราย ภัยเงียบที่เราควรทำความเข้าใจและระมัดระวังอย่างใกล้ชิด

โรคพุ่มพวง  คืออะไร
โรคพุ่มพวงมีชื่อตามทางแพทย์ว่า SLE (Systemic Lupus Erythematosus - SLE) มีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่าโรคลูปัส เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายที่มีความผิดปกติในการทำงาน โดยต่อต้านและทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ จนทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังตามอวัยวะต่างๆ เช่น ข้อและไขกระดูก ผิวหนัง เส้นผม ไต ตับ ปอด ระบบเลือด หัวใจระบบประสาทและสมอง รวมไปถึงสามารถที่จะเกิดขึ้นได้ทุกอวัยวะในร่างกาย

สัญญาณของโรคพุ่มพวง (SLE)
โรคพุ่มพวงหรือโรค SLE ในผู้ป่วยแต่ละคนนั้นจะมีอาการและลักษณะที่แตกต่างกันไป ซึ่งอาการแรกเริ่มของโรคพุ่มพวงในทั่วไปนั้นจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ เหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อต่างๆ ซึ่งการแสดงออกของโรคเกิดขึ้นได้หลากหลายทั้งในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งหรือเกิดขึ้นทีเดียวพร้อมๆเลยก็ได้ สำหรับสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงโรคพุ่มพวงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นั้นจะเป็นอาการปวดตามข้อที่มีมากผิดปกติ อาการไข้ต่ำที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน มีผื่นแดงขึ้นบริเวณใบหน้าและร่างกายส่วนต่างๆ ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงที่โดนแสงแดดหรือแสงไฟก็จะยิ่งลุกลามมากขึ้น มีอาการผมร่วงที่มากเกินผิดปกติ บวมตามแขนและตามขา ใบหน้าหรือหนังตา รวมไปถึงผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ ขาดหรือไม่มาติดต่อกันเป็นระยะเวลา 2-3 เดือนขึ้นก็มีความเสี่ยงในการเกิดโรคพุ่มพวงได้เช่นกัน

ความรุนแรงของโรคพุ่มพวง
โดยปกติแล้วแพทย์จะทำการจัดแบ่งความรุนแรงของโรคพุ่มพวงออกเป็นระดับ ความรุนแรงน้อย ความรุนแรงปานกลาง และรุนแรงมาก ตามระบบของอวัยวะและอาการที่กำเริบตามชนิดของอาการที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนของร่างกาย อย่างเช่น อาการทางผิวหนัง ผมร่วง อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ คืออาการรุนแรงขั้นน้อยไปจนถึงปากกลาง เป็นต้น ส่วนอาการผิดปกติที่ไตหรือระบบเลือด สมอง และประสาทก็ถือว่าเป็นอาการขั้นรุนแรง

และนี่ก็เป็นเรื่องราวของโรคพุ่มพวง สัญญาณอันตราย อาการบ่งบอกของโรค ซึ่งอาการของผู้ป่วยโรคพุ่มพวงจะมีอาการรุนแรงมากในช่วงระยะเวลา ปีแรกหลังจากนั้นก็จะลดระดับลงมาเรื่อยๆ ตามการดูแลและควบคุมโรคซึ่งจะต้องดูแลรักษาตัวเองให้ดี 

Sunday, August 20, 2017

โรคเอสแอลอี หรือ โรค SLE เป็นโรคอันตรายที่เคยสร้างความสะเทือนใจด้วยการ

ทำความรู้จัก โรค SLE สาเหตุและความอันตรายที่คุณไม่ควรละเลย
โรคเอสแอลอี หรือ โรค SLE เป็นโรคอันตรายที่เคยสร้างความสะเทือนใจด้วยการพรากชีวิตของราชินีลูกทุ่งคนดัง พุ่มพ่วง ดวงจันทร์ นักร้องลูกหญิงมากความสามารถ ที่ทำเกิดความตื่นตระหนกและทำให้หลายๆคนลุกขึ้นมาเรียนรู้และทำความรู้จักกับโรค SLE กันมากขึ้น หรือโรคที่รู้จักกันในชื่อ โรคพุ่มพวง” ซึ่งวันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับความอันตรายของโรค SLE กันมากขึ้น รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตหรือไม่ มีสาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลตัวเองและทำให้คุณรู้จักโรค SLE หรือ โรคพุ่มพวง โรคร้ายอันตรายที่เราควรระวัง

โรค SLE คืออะไร?
โรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus - SLE) มีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า โรคลูปัส เป็นโรคที่จัดอยู่ในชนิดเรื้อรัง ของกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันเพี้ยน ซึ่งเกิดจากร่างกายของผู้ป่วยมีการผลิตโปรตีนของภูมิคุ้มกันเลือด ชื่อว่า แอนติบอดี้” ขึ้นมามากผิดปกติ จนทำให้เกิดอันตรายและปัญหาทั้งทางตรงและทางอ้อม เรียกง่ายๆก็คือ จากที่ปกติแล้วภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเราจะทำการต่อต้านและกำจัดสิ่งอันตราย เชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆที่เข้ามาจากทางภายนอกร่างกาย แต่กลับทำงานผิดเพี้ยน ต่อต้านร่างกายของตนเอง จนส่งผลให้เกิดเป็นการอักเสบบริเวณอวัยวะส่วนต่างๆที่จะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นการทำลายอวัยวะภายใน ไม่ว่าจะเป็นทั้ง หัวใจ ไต ปอด รวมไปถึงระบบประสาท 

ความรุนแรงของโรค SLE
โรค SLE จะมีความรุนแรงและอันตรายที่แตกต่างกันไปตามสภาพร่างกายของแต่ละคน ทั้งมีคนที่อยู่ในขั้นรุนแรง และไม่รุนแรง รวมไปถึงคนที่มีอาการไม่รุนแรงที่สามารถกำเริบขึ้นมาได้ทุกเมื่อ ซึ่งในปัจจุบันนี้ โรค SLE เป็นโรคที่จะต้องรักษาตลอดชีวิต ถึงแม้ว่า โรค SLE  จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่เราก็สามารถดูแลและควบคุมอาการของโรคให้เป็นปกติพร้อมทั้งใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติทั่วไปถ้าหากว่าตรวจพบและรักษาได้ในระยะเริ่มต้น  โรค SLE มีผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 20 ไปจนถึง 45 ปี มีการศึกษาพบว่าผู้หญิงมีโอกาสที่จะเป็นมากกว่าผู้ชายมากถึง 9-1 สามารถตรวจพบได้ทุกเชื้อชาติและทั่วโลก แต่จะมีพบผู้ป่วยมากเป็นพิเศษ ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เช่น ไทย,จีน,ฮ่องกง,สิงคโปร์ เป็นต้น

ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีการตรวจพบสาเหตุที่แท้จริงของโรค SLE แต่ก็ได้มีการวิจัยค้นพบว่าโรค SLE มีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพันธุกรรม,ฮอร์โมน,เชื้อโรค ไวรัสและแบคทีเรีย รวมไปถึงปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม แสงแดด และสารเคมีในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราควรที่ศึกษาข้อมูลถึงการดูแลและแนวทางการรักษาพร้อมสังเกตความผิดทางร่างกาย หมั่นตรวจสุขภาพอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้เป็นการป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคอันตรายอย่าง SLE