Thursday, July 9, 2015

โรคผิวหนังอักเสบเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและทุกเพศวัย

ข้อควรระวังเมื่อเป็นโรคผิวหนังอักเสบ
            โรคผิวหนังอักเสบเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและทุกเพศวัย ซึ่งลักษณะของอาการที่แสดงให้เราเห็นนั้น จะแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับลักษณะของสาเหตุที่เกิดขึ้น และเมื่อเราเกิดเป็นโรคผิวหนังอักเสบประเภทต่าง ๆ แล้ว มีข้อควรระวังหลายอย่างที่เราควรคำนึงถึง
            สำหรับข้อควรระวังเมื่อเป็นโรคผิวหนังอักเสบนั้น จะขึ้นอยู่กับอาการที่แสดงออกของโรคผิวหนังอักเสบประเภทต่าง ๆ ซึ่งต่อไปนี้คือข้อควรระวังที่เราต้องให้ความสำคัญ
-      หลังจากพบว่าตนเองเป็นโรคผิวหนังอักเสบ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นบริเวณใดก็ตาม ควรรีบ
ทำการรักษาทันที มิฉะนั้นผิวหนังบริเวณที่อักเสบอาจลุกลามรวดเร็ว เป็นบริเวณกว้างและลึกมากขึ้น
-      ในกรณีที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบที่มีความรุนแรง ต้องรับทำการรักษาอย่างเร่งด่วน
เพราะเชื้ออาจแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้
-      ไม่ควรใช้ยาประเภทคอร์ติโคสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจ
ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ไม่ว่าจะเป็น ผิวบางลง เส้นเลือกขยายตัว ผิวด่างหรือผิวแตกลาย
            เหล่านี้คือข้อควรระวังเมื่อเป็นโรคผิวหนังอักเสบที่ผู้ป่วยควรรู้และต้องให้ความสำคัญ ไม่ปล่อยปะละเลย เพราะนอกจากจะต้องเป็นโรคผิวหนังอักเสบที่เสี่ยงกับการลุกลามของโรคแล้ว การเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ยังส่งผลให้โรคผิวหนังอักเสบที่เราเป็นรักษาให้หายขาดยากขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นโรคผิวหนังอักเสบแล้ว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดูแลทำความสะอาดผิวหนังเป็นประจำและให้ความสำคัญกับข้อควรระวังต่าง ๆ เท่านี้โรคผิวหนังอักเสบก็หายขาดและไม่กลับมาเป็นอีกครั้ง... 

หากขาสวยๆ ของคุณสาวๆ ที่มีผิวนุ่มและเรียบเนียน แต่วันดีคืนดีก็มีเส้นเลือดขอดปรากฏ

ฉีดน้ำเกลือเข้าเส้นเลือดขอด...น่ากลัวไหม?
                  หากขาสวยๆ ของคุณสาวๆ ที่มีผิวนุ่มและเรียบเนียน แต่วันดีคืนดีก็มีเส้นเลือดขอดปรากฏให้เห็นย่อมสร้างความไม่สบายใจอย่างแน่นอน เมื่อขาสวยๆ กลายเป็นลายแผนที่ไปซะงั้น จะทำอย่างไรดีเวลาสวมกระโปรงไปทำงานดูแล้วรำคาญตากับเส้นเลือดขอดเหล่านี้มาก อาจก่อให้เกิดความไม่มั่นใจจนไม่กล้าสวมกระโปรงเลยก็เป็นได้
            สาเหตุของเส้นเลือดขอดที่มักพบบ่อยๆ ได้แก่ การยืน นั่ง และเดินนานๆ ทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณขาไม่สะดวกคนอ้วนที่มีน้ำหนักมากๆ อาจทำทำให้เกิดแรงดันสูงขึ้นภายในหลอดเลือดที่บริเวณขาทำให้เกิดเส้นเลือดขอดได้ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผนังหลอดเลือดดำจะมีความยืดหยุ่นที่น้อยลง เมื่อยืดหยุ่นน้อยลงอาจอุดตันหลอดเลือดเสื่อมก็ทำให้เส้นเลือดขอดได้เช่นกันหญิงตั้งครรภ์เมื่อฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยน มดลูกที่โตขึ้นทำให้เกิดแรงดันภายในหลอดเลือดที่ขาสูงขึ้นเส้นเลือดขอดก็ตามมาอย่างแน่นอน  ส่วนใครที่มีคนใกล้ชิดในบ้านเป็นเส้นเลือดขอดก็ย่อมก่อให้เกิดกับตัวเองได้เพราะเป็นผลมาจากกรรมพันธุ์นั่นเอง
วิธีการรักษาเส้นเลือดขอด สามารถแบ่งออกได้ตามขนาดของเส้นเลือดขอดที่เกิดขึ้น หากเป็รเส้นเลือดขอดขนาดเล็ก + ขนาดกลาง รักษาโดยวิธีฉีดน้ำเกลือเข้มข้นเข้าเส้นเลือดขอด เพื่อให้เส้นเลือดขอดหายไป สำหรับการฉีดน้ำเกลือสลายเส้นเลือดขอด ใครที่อยากรักษาโดยวิธีนี้หมดความกังวลไปได้เลย เพราะเป็นวิธีการรักษาที่ง่าย มีขึ้นตอนไม่ยุ่งยาก หมอจะทำการฉีดน้ำเกลือเข้าไปบริเวณที่เป็นเส้นเลือดขอด ผลของน้ำเกลือที่ฉีดเข้าไปจะสลายการอุดตันหรือเลือดที่คั่งอยู่ให้หลุดออกไปได้  วิธีนี้จะทำให้เส้นเลือดขอดขดตัวลง  หากฉีดครั้งเดียวไม่หาย ก็ต้องฉีดมากว่า 1 ครั้ง
รับรองว่าง่ายและไม่เจ็บ ใครอยากรักษาเส้นเลือดขอดด้วยวิธีนี้ลองทำดูรวดเร็วและสะดวกสบายมาก

การผ่าตัดเพื่อรักษาแผลเป็น เป็นการตกแต่งแผลเป็นให้ดูดีขึ้น

การรักษาแผลเป็นด้วยการผ่าตัด
การผ่าตัดเพื่อรักษาแผลเป็น เป็นการตกแต่งแผลเป็นให้ดูดีขึ้น แต่จะมีแผลเป็นใหม่ขึ้นแทนแผลเก่า โดยใช้วิธีตัดออก หรือว่าลดขนาดลงบางส่วน วิธีนี้อาจจะใช้ร่วมกับการรักษาโดยวิธีอื่น เช่น การฉีดยา หรือการปิดด้วยแผ่นซิลิโคนก็ได้ การผ่าตัดมีอยู่หลายวิธี อาจจะใช้วิธีตัดออกโดยตรงแล้วเย็บปิดเป็นเส้นตรง หรืออาจจะตัดออกเป็นรูปซิกแซก เพื่อที่จะให้แผลเป็นที่เกิดขึ้นใหม่มีลักษณะใกล้เคียงกับรอยย่นตามผิวหนัง
              การผ่าตัดอีกวิธีหนึ่งคือการลดขนาดของแผลเป็น วิธีนี้เราจะใช้วิธีการตัดแผลเป็นออกบ้างบางส่วน โดยจะไม่ตัดออกทั้งหมด หลังจากนั้นจะนัดผู้ป่วยมาเพื่อติดตามผลการรักษา หากแผลเป็นมีขนาดเล็กลงอาจจะนัดมาตัดซ้ำอีกครั้ง เรียกว่าการตัดแบบทีละน้อย หรือ serial excision วิธีการผ่าตัดอีกวิธีหนึ่งคือการใช้วิธีขัดกรอผิวหนัง ใช้ในกรณีที่มีแผลเป็นที่รอยขรุขระหรือไม่เรียบหรือเป็นรอยบุ๋ม แผลเป็นนี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากสิวอักเสบหรือโรคอีสุกอีใส การใช้หัวกรอหรือใช้แสงเลเซอร์ยิงบริเวณที่รอยขรุขระนี้ เพื่อจะปรับสภาพผิวให้ราบเรียบขึ้น แต่ข้อควรระวังคืออาจจะเกิดมีการเกิดผิวสีเข้มหรือ hyperpigmentation บริเวณนั้นด้วย
              การรักษาแผลเป็นนั้นควรเลือกวิธีที่เหมาะสม มิฉะนั้นอาจทำให้แผลขยายใหญ่หรือรุนแรงกว่าเดิม  แต่อย่างไรก็ตามการป้องกัน และการดูแลรักษาภายหลังจากได้รับแผลใหม่ ๆอย่างถูกวิธี ด้วยการรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง จึงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นได้ดีกว่าการมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ปัจจุบันมีวิธีการใหม่ ๆ ที่แพทย์คิดค้นในการรักษาแผลเป็นที่เป็นรอยบุ๋ม

การรักษาแผลเป็นด้วยการฉีดฟิลเลอร์
ปัจจุบันมีวิธีการใหม่ ๆ ที่แพทย์คิดค้นในการรักษาแผลเป็นที่เป็นรอยบุ๋ม ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์อย่างคอลลาเจนหรือ Hyaluronic acid เข้าไปในรอยบุ่มของแผลเป็น หรือเพื่อเติมเต็มริ้วรอยบนใบหน้า ร่องลึกต่าง ๆ เช่น ร่องใต้ตา ร่องแก้ม หรือแม้แต่การบำรุงผิวให้กระชับ โดยสารชนิดนี้เมื่อฉีดเข้าไป จะสามารถย่อยสลายไปเองได้ตามกระบวนการทำงานของร่างกายผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 6 - 9 เดือน      แล้วต้องฉีดใหม่
การฉีดฟิลเลอร์มีผลข้างเคียงแต่ไม่รุนแรงมาก เช่น เกิดผื่นแดง จุดแดง หรือจ้ำเลือดบริเวณที่ฉีด      ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายเอง แต่ผลข้างเคียงที่ถือว่าอันตรายมาก คือ การฉีดฟิลเลอร์ผิดตำแหน่งโดยฉีดเข้าไปในหลอดเลือดจึงทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้ เคยมีรายงานเกิดตาบอดภายหลังการฉีดฟิลเลอร์ เนื่องมาจากฟิลเลอร์ที่ฉีดไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา
ดังนั้นการฉีดฟิลเลอร์จึงต้องฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น เพราะรู้เทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง สามารถวิเคราะห์ปริมาณยาและตำแหน่งที่ฉีดได้ สถานที่ฉีด ต้องฉีดในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานได้รับอนุญาตให้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย มีเครื่องมือช่วยชีวิตยามฉุกเฉิน ไม่ควรฉีดกับหมอกระเป๋าเพราะเสี่ยงต่อการใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน มีโอกาสเสี่ยงในการที่จะไปโดนเส้นเลือดหรือบริเวณอื่นที่ไม่ต้องการ ทำให้เกิดอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ คนที่ต้องการจะฉีด ต้องรู้ว่าตัวเองมีสภาพร่างกายพร้อม ไม่มีภาวะเลือดออกง่าย มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้รุนแรง หรือกำลังตั้งครรภ์

Tuesday, July 7, 2015

การรักษาแผลเป็นทำได้โดยการกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจน

การรักษาแผลเป็นด้วยพลังงาน Sublative RF (SRF)

               การรักษาแผลเป็นทำได้โดยการกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนหรือผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนผิวเดิมที่มีปัญหา ซึ่งก็มีวิธีการรักษาหลากหลายวิธี แต่ละวิธีก็มีผลดีและผลเสียแตกต่างกันไป เช่น การทำเลเซอร์จะทำให้ผิวไหม้ แต่จะให้ผลดีมากในการสร้างผิวใหม่ เมื่อเวลาผ่านไปจะทำให้ผิวหมองคล้ำ เนื่องจากเลเซอร์ลงไปทำลายคลอลาเจนผิวชั้นบน ต้องรักษาหลายครั้ง กว่าผิวจะเรียบเนียน
ปัจจุบันได้มีการค้นพบพลังงาน Sublative RF (SRF) ซึ่งเป็นพลังงานชนิดเดียวกับเทอร์มาจ จะทำหน้าที่ส่งพลังงานลงไปใต้ผิวแต่จะตื้นกว่าแสงเลเซอร์ เข้าไปฟื้นฟูคอลลาเจนในพื้นที่ที่กว้างและลึก และทำร้ายผิวชั้นบนน้อยกว่า ทำให้แผลเติมเต็ม เรียบเนียนอย่างรวดเร็ว เมื่อพลังงานลงไปกระตุ้นคอลลาเจนด้านล่างในพื้นที่ที่มากกว่าผิวชั้นบนที่ถูกทำลาย ทำให้มีจำนวนคอลลาเจนสีชมพูที่เกิดจากการฟื้นฟูใหม่มากขึ้น และเปล่งประกายออกมายังผิวด้านนอก
            พลังงาน RF นี้ เหมาะสำหรับรักษาแผลเป็น หลุมสิว หรือหลุมดำจากแผลอีสุกอีใส มีข้อดีคือทำให้ผิวแห้งขึ้น สิวจะอุดตันน้อยลง สามารถแก้ปัญหาสำหรับคนที่มีรูขุมขนใหญ่และมีสีผิวไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะผิวของคนที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ที่เริ่มจะผลัดเซลล์ผิวได้ไม่ดี ทำให้เซลล์ที่ตายแล้วไม่หลุดออกสะสมเป็นชั้นหนา Sublative RF (SRF) จึงเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษา จึงเป็นที่นิยมของแพทย์ผิวหนัง เพราะสามารถรักษาแผลเป็นได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ มีผลข้างเคียงน้อย และยังช่วยลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย 
http://www.dermeffaceserum.com/

การป้องกันการเกิดแผลเป็นสิ่งแรกที่ควรคำนึง แต่เมื่อเกิดแผลขึ้นแล้วควรลดความรุนแรงของการเกิดแผลให้ได้

การป้องกันการเกิดแผลเป็น
การป้องกันการเกิดแผลเป็นสิ่งแรกที่ควรคำนึง แต่เมื่อเกิดแผลขึ้นแล้วควรลดความรุนแรงของการเกิดแผลให้ได้ ด้วยการรักษาความสะอาดแผลอย่างเหมาะสม เริ่มต้นจากการล้างหรือเช็ดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการปิดแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรค ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์หรือยาฆ่าเชื้อ เช่น โพรวิโดนไอโอดีน เพราะจะส่งผลต่อการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายช้าหากแผลมีขนาดใหญ่และลึกมาก เลือดไหลไม่หยุดควรไปพบแพทย์ โดยเฉพาะแผลที่เกิดจากแมลงพิษกัด แผลบริเวณข้อต่อหรือข้อพับ แผลที่แดง อักเสบ และปวดรุนแรง หรือเป็นหนอง
รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะส่งผลร้ายต่อการหายของแผล  เช่น การสูบบุหรี การขาดวิตามินซี และธาตุสังฆะสี ที่สำคัญต้องรักษาระดับวิตามินซีและธาตุสังฆะสีให้อยู่ในระดับปกติ เพื่อให้แผลหายเร็วควรลดแรงตึงบริเวณแผลด้วยการใช้นำมันนวดคลึงเบา ๆ บริเวณรอบรอยแผล 
อย่างที่ทราบกันว่ารอยแผลเป็นเป็นสิ่งที่ใครไม่อยากเป็น ดังนั้นจึงควรดูแลเอาใจใส่ผิวอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเป็นสิวหรือเป็นแผลควรรีบรักษาให้หายโดยเร็ว ไม่แคะ แกะ เกา เพราะเป็นสาเหตุทำให้แผลติดเชื้อ และลุกลามได้ง่าย ควรทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำเพื่อรักษาความชุ่มชื่นให้ผิวอยู่เสมอ ที่สำคัญอย่าลืมรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยฟื้นฟูบำรุงผิว ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวัน 8 แก้ว หลีกเลี่ยงแสงแดดเวลา 9.00 – 17.00 น. หรือถ้ามีความจำเป็นต้องออกแดดควรปกปิดผิวจากแสงแดดหรือกางร่ม

ขณะตั้งครรภ์คุณแม่หลายคนอาจจะประสบปัญหาผิวแตกลายได้ง่ายๆ

วิธีป้องกันผิวแตกลายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
ขณะตั้งครรภ์คุณแม่หลายคนอาจจะประสบปัญหาผิวแตกลายได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในช่วงที่อายุครรภ์เริ่มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเกินการขยายตัวของผิวหนัง สำหรับบริเวณที่มักเกิดการแตกลายได้ง่ายๆ ก็อย่างเช่นบริเวณ ต้นขา น่อง สะโพก และบริเวณหน้าท้อง แต่เราก็สามารถป้องกันได้นะคะ เพียงคุณแม่เริ่มดูแลผิวกันตั้งแต่เริ่มอายุครรภ์อ่อนๆ สำหรับวิธีก็คือ

1. ทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอถ้าสามารถทาได้ทั้งเช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน จะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ถ้ามีเวลาไม่มากก็ควรทาทุกครั้งหลังอาบน้ำ สำหรับครีมบำรุงผิวควรเลือกแบบที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ หรือคุณแม่อาจจะเลือกเป็นประเภทน้ำมันต่างๆ ก็ได้อย่างเช่น น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันมะพร้าว ก็จะช่วยป้องกันปัญหาผิวแตกลายให้กับคุณแม่ได้

2. ห้ามเกาผิวแรงๆ อย่างเด็ดขาด เพราะการเกาจะทำให้ผิวแตกลายได้ง่าย แต่ถ้าเกิดคันจริงๆ ควรใช้มือลูบเพียงเบาๆ หรือแก้ปัญหาโดยการทาครีมบำรุงก็จะช่วยลดปัญหาอาการคันได้เป็นอย่างดี

3. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควรควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มมากไปกว่าเกณฑ์ ที่กำหนด ผิวของเราจะได้มีการปรับตัวและไม่ขยายเร็วเกินไป 

4. อาบน้ำอุณหภูมิปกติ และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำที่ร้อนจัดเพราะจะทำให้ไขมันที่เคลือบผิวหลุดออกไป ผิวจะขาดความชุ่มชื่นเกิดการลอกและแตกลายได้

ทราบแบบนี้แล้วคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ก็อย่าลืมดูแลรักษาผิวกันตั้งแต่เนิ่นๆ นะคะ เพื่อช่วยลดปัญหาการเกิดผิวแตกลายอย่างได้ผล