Showing posts with label ลดรอยแผลเป็น. Show all posts
Showing posts with label ลดรอยแผลเป็น. Show all posts

Sunday, February 26, 2017

คล็ดลับเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาแผลเป็นให้ดีขึ้นเป็นเท่าตัว

5  เคล็ดลับการรักษาแผลเป็นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
http://www.dermeffaceserum.com/
หลายคนมีปัญหาในการรักษาแผลเป็นแต่อาจจะยังไม่ทราบเคล็ดลับ ที่จะสามารถช่วยทำให้ประสิทธิภาพของการรักษาแผลเป็นซึ่งมีในการรักษาดังนี้

เคล็ดลับเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาแผลเป็นให้ดีขึ้นเป็นเท่าตัว

1. นวดแผลเป็นเบาๆร่วมกับครีมลบแผลเป็นทุกวัน 
ซึ่งการนวดเบา ๆ บนรอยแผลเป็นพร้อมกับการทาครีมลบแผลเป็นอย่าง เป็นประจำทุกวัน การนวดจะช่วยทำลายความหนาแน่นของคอนลาเจนที่กระจุกรวมตัวกันอยู่ในแผลเป็น และยังยั้งการก่อตัวของคอนลาเจนที่หนาแน่นเป็นพิเศษในบริเวณนั้น
            
2.  ให้โอกาสผิวได้พักหายใจ 
จากการศึกษาพบว่า ความชื้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการก่อตัวของสะเก็ดแผล ซึ่งเป็นอุปสรรคในการก่อตัวของเนื้อเยื่อใหม่ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการพันแผลอย่างแน่นหนา

3.  หลีกเลี่ยงและปกป้องผิวจากแสงอาทิตย์
 เพราะแสงอัลตร้าไวโอเลตจะส่งผลทำให้เกิดการกระตุ้นกระบวนการสร้างเม็ดสี ซึ่งจะชะลอการซ่อมแซมตัวเองของเซลล์เนื้อเยื่อในรอยแผลเป็นให้ช้าลง ถ้าหากจำเป็นที่จะต้องออกนอกบ้าน ก็ควรทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องรอย

4.  เสริมด้วยวิตามินซี 
วิตามินซี เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างยิ่งในการฟื้นฟู ดูแล และบำรุงสุขภาพผิว ดังนั้นการรับประทานทานวิตามินซีอย่างสม่ำเสมอ โดยผ่านทางอาหาร หรือจะรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวิตามินซี จะเป็นการช่วยเพิ่มความรวดเร็วในจัดการกับปัญหาแผลเป็นให้ดียิ่งขึ้น
            
5.  รักษาด้วยสมุนไพรธรรมชาติ 
สมุนไพรใกล้ตัวบางชนิดก็มีคุณสมบัติสุดพิเศษในการช่วยลดเลือนแผลเป็นให้หายได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเช่นกัน  เช่น ว่านหางจระเข้  แตงกวา  เป็นต้น

5  เคล็ดลับแสนง่ายเหล่านี้เมื่อมีการทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอก็จะสามารถช่วยทำให้การรักษาแผลเป็นเลือนหายไปได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น


Tuesday, November 15, 2016

การมีใบหน้าเนียนใสไร้รอยแผลเป็น ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

เผยเคล็ดลับข้อควรปฏิบัติหลังจากรักษารอยแผลเป็นบนใบหน้า
การมีใบหน้าเนียนใสไร้รอยแผลเป็น  ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา การที่ผิวพรรณบนใบหน้าปราศจากผิวขรุขระ แลดูไม่เรียบเนียนนี้ในบางคนอาจมีรอยแผลเป็นบนใบหน้าเนื่องจากการเกิดสิวขั้นรุนแรงที่มักมีการแคะ แกะ เกา หรือบีบสิวซึ่งทำให้ผิวเกิดช้ำ และอักเสบจนเป็นแผลได้ รวมถึงบางคนเกิดจากโรคอีสุกอีใสที่ทิ้งร่องรอยไว้หลังจากหายแล้วหรือแม้แต่การเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดแผลบนใบหน้าหรือการเย็บเนื้อที่หน้าก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดรอยแผลเป็น
         
ข้อควรปฏิบัติหลังจากรักษารอยแผลเป็นบนใบหน้า
ประการแรกควรพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดงจัด ๆ เนื่องจากในระยะนี้ผิวจะมีความไวต่อแสงแดดมาก ในทางที่ดีควรทาครีมกันแดดเป็นประจำตามคำแนะนำของแพทย์

ประการต่อมาคือก่อนใช้ยาหรือเครื่องสำอางบางประเภทควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง ไม่ควรใช้เองโดยพลการ และที่สำคัญต้องพบแพทย์ตามนัดเพื่อที่จะได้ทำการรักษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมออีกทั้งต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในการลบรอยแผลเป็นรอยขรุขระบนใบหน้าอาจเกิดผลข้างเคียงขึ้นได้บ้าง เนื่องจากตัวยาที่ใช้บางชนิดนั้นจะทำให้เกิดความรู้สึกระคายเคืองต่อผิว หรือในบางทีก็มีผิวลอกเป็นขุยบ้างเล็กน้อย หรือบ้างก็ผิวแดงง่ายขึ้นเวลาถูกแดดจัด ๆ  ซึ่งแพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลหรือให้ยาเพื่อลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ดีข้อควรปฏิบัติหลังจากรักษารอยแผลเป็นบนใบหน้า ด้วยวิธีต่าง ๆ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้พิจารณาสภาพผิวหน้าและความรุนแรงของแผลเป็นของแต่ละคนเหมาะสมที่จะใช้วิธีไหน ที่จะสามารถช่วยให้รอยแผลตื้นขึ้นและดีขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Wednesday, August 17, 2016

รอยแผลเป็นต่าง ๆ มักจะสร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่มีรอยแผลเป็นอยู่เสมอ

4  วิธีในการรักษารอยแผลเป็นจากการผ่าตัด

รอยแผลเป็นต่าง ๆ มักจะสร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่มีรอยแผลเป็นอยู่เสมอ ไม่ว่าแผลนั้นจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กก็ตามล้วนแล้วแต่ทำให้หมดความมั่นใจไปซึ่งในปัจจุบันมีวิธีดี ๆ หลากหลายรูปแบบที่เป็นตัวช่วยในการดูแลแก้ไขปัญหารอยแผลเป็นจากการผ่าตัดซึ่งสามารถทำการรักษาหรือตกแต่งให้แผลลดน้อยลงหรือดูดีได้จนเกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้นด้วย  4  วิธีการดังต่อไปนี้

1.  การรักษาโดยการใช้ยาและแผ่นซิลิโคนเจล 
เป็นการรักษาเบื้องต้นก่อนการดำเนินการรักษาขั้นอื่น ๆ เนื่องจากแผลผ่าตัดของบางคนมีขนาดและร่องรอยขนาดเล็กที่สามารถรักษาได้ด้วย การทายาแก้รอยแผลเป็นหรือแปะแผ่นซิลิโคนเจลที่มีส่วนผสมของยาสเตรอยด์ วิตามินอี วิตามินเอ ลงบนรอยแผลเป็นซึ่งจะช่วยทำให้ยุบลงได้

2.  การรักษาด้วยการฉีดด้วยสเตรอยด์
เป็นการช่วยลดการนูน อักเสบ บวมของรอยให้นิ่มหรือยุบตัวลงด้วยวิธีการฉีดตัวยาสเตรอยด์เข้าไปบริเวณแผลเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนังในบริเวณแผลและช่วยลดความคัน ในบริเวณปากแผลได้

3.  การรักษาด้วยการผ่าตัดศัลยกรรม
วิธีนี้จะเป็นขั้นตอนที่ช่วยตกแต่งแผลเดิมให้ดีขึ้นด้วยการผ่าตัดเย็บแผลใหม่ลงไปแทน เสมือนเป็นการปรับลดขนาดแผลให้เล็กลงอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แพทย์จะทำควบคู่ไปกับการฉีดสเตรอยด์และทายาเพื่อช่วยให้แผลหายได้รวดเร็วขึ้น

4.  รักษาด้วยการทำเลเซอร์
การทำเลเซอร์ลำแสงต่าง ๆ นี้จะช่วยลบและตกแต่งชั้นผิวที่นูนให้ดูเรียบเนียนขึ้น ซึ่งต้องให้แพทย์พิจารณาตามความเหมาะสมของแผลเป็น

อย่างไรก็ดีหากเลือกวิธีการรักษารอยแผลเป็นจะด้วยวิธีใดก็ตามเมื่อแผลหายดีแล้ว ก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และดูแลผิวหนังบริเวณแผลไม่ให้เกิดรอยแผลซ้ำขึ้นมาอีก

Monday, July 25, 2016

สิ่งสำคัญอย่างแรกในการลดแผลเป็นก็คือ ควรลดสาเหตุและระดับความรุนแรงของการเกิดแผล

วิธีการรักษาแผลเป็นให้หายเร็ว

เมื่อแผลหายเป็นปกติแล้ว มักจะทิ้งรอยแผลเป็นที่มีลักษณะเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลและนูนขึ้นแต่เมื่อปล่อยทิ้งไว้กระบวนการตามธรรมชาติจะช่วยในการรักษาแผลเป็นจางลงพร้อมทั้งแบนราบลงได้เองแต่ก็มีในบางกรณีที่รอยแผลเป็นอาจมีอาการคันและเจ็บปวดได้
    การป้องกันแผลเป็น
สิ่งสำคัญอย่างแรกในการลดแผลเป็นก็คือ ควรลดสาเหตุและระดับความรุนแรงของการเกิดแผล แต่ในกรณีที่เกิดแผลขึ้นแล้ว ต้องดูแลรักษาทำความสะอาดแผลอย่างเหมาะสมทั้งนี้เพื่อให้แผลหายเร็วที่สุด ยิ่งแผลหายเร็วเท่าใดโอกาสการเกิดแผลเป็นก็จะน้อยและเบาบางลงเท่านั้น
ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการหายของแผล ได้แก่ อายุ  การขาดสารอาหาร  การสูบบุหรี่  อุณหภูมิ  ความชื้น ความเป็นกรดด่าง และออกซิเจน ซึ่งแผลจะหายได้ดีขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิที่อบอุ่นได้ดีกว่าอากาศเย็น และออกซิเจนจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นเช่นกัน
    
สำหรับการดูแลรักษาแผลเป็นเล็ก ๆ น้อยๆ เบื้องต้น เริ่มต้นการล้างหรือเช็ดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการปิดทำแผลโดยปราศจากเชื้อ ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ใช้แอลกอฮอล์หรือยาฆ่าเชื้อ เช่น โพรวิโดนไอโอดีน เพราะจะส่งผลเสียต่อการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายช้า

ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลทำให้แผลหายช้าคือ การสูบบุหรี่  การขาดวิตามินซี และขาดธาตุสังกะสี  ซึ่งควรรักษาระดับวิตามินซี และสังกะสีให้อยู่ในระดับปกติ   ในทางตรงกันข้ามการได้รับวิตามินซี และสังกะสีในขนาดสูงหรือปริมาณมากเกินกว่าความต้องการของร่างกายก็ไม่ได้ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นแต่อย่างใด

Saturday, April 2, 2016

ถ้าหากเลือกได้ก็ไม่มีใครที่อยากจะมีรอยแผลเป็นแต่การเกิดอุบัติเหตุ

วิธีการลบรอยแผลเป็นให้จางลง
ถ้าหากเลือกได้ก็ไม่มีใครที่อยากจะมีรอยแผลเป็นแต่การเกิดอุบัติเหตุ การเป็นสิว  การผ่าตัด และปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดรอยแผลก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อเกิดรอยแผลเป็นแล้ว ก็ต้องดูแลเอาใจใส่ให้ถูกวิธีเพื่อไม่ให้กลายเป็นแผลเป็น หรือเพื่อให้แผลเป็นที่เกิดขึ้นแล้วจางลง 

ลักษณะของแผลเป็นมี ประเภท ด้วยกันคือ
แผลเป็นหลุม  แผลเป็นนูน  แผลเป็นคีลอยด์  แผลเป็นผ่าตัด  รอยดำและแผลเป็นจากสิว
  
แผลเป็นดูแลให้ถูกต้องไม่นานก็จะเลือนลาง 
เพื่อให้ดูแลรอยแผลเป็นได้อย่างถูกต้องและมีผิวที่กลับเรียบเนียนได้อีกครั้ง แผลเป็นคือเนื้อเยื่อที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อซ่อมแซมบาดแผล ซึ่งถ้าหากสร้างมากเกินไปจะเกิดเป็นรอยแผลนูน แต่หากมีการขยายเกินขอบเขตจะเรียกว่าเป็นแผลเป็นคีลอยด์ หรือถ้าหากสร้างน้อยเกินไปผิวหนังก็จะเป็นหลุม เพราะเนื้อเยื่อใหม่มีน้อยเกินไป 

การรักษารอยแผลเป็นด้วยวิธีที่เหมาะสม
ทุกวันนี้มีทางเลือกมากมายหลากหลายในการรักษารอยแผลเป็นมีทั้งการผ่าตัด การฉีดยาประเภทคอร์ติโคสเตียรอยด์ การฉายรังสี การใช้เจลซิลิโคน การทายา หรือครีมบางชนิด หรือในบางทีก็มีแม้กระทั่งละเลยให้แผลเป็นค่อย ๆ ดีขึ้นเอง
ซึ่งการผ่าตัดและการฉีดยานั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ส่วนการปล่อยให้แผลเป็นหายเองนั้น อาจจะต้องใช้เวลามาก และแผลเป็นอาจดีขึ้นเพียงเล็กน้อย

ดังนั้นสำหรับวิธีที่สะดวก ง่าย ปลอดภัย และประหยัดที่สุดคือ การทาเจลที่มีผสมหรือส่วนประกอบของสารที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์ ว่าสามารถดูแลแผลเป็นให้จางลงและผิวเรียบเนียนขึ้น เช่น MPS (Mucopolysaccharide polysulphate) และ Allium Cepa ซึ่งจะทำให้แผลเป็นที่แข็งนั้นนุ่มลงได้ และทำให้แลดูจางลงเรียบเนียนสม่ำเสมอ แต่ทั้งนี้ต้องหมั่นดูแลอย่างต่อเนื่องซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพและประเภทของรอยแผลเป็นนั้นด้วย

Wednesday, September 2, 2015

การมีรอยแผลเป็น ตามร่างกายนั้นเป็นเรื่องแย่สำหรับทุกคน เพราะไม่ใช่แค่ผิวมีแผลเท่านั้น

 วิธีป้องกันรอยแผลเป็น
       การมีรอยแผลเป็น ตามร่างกายนั้นเป็นเรื่องแย่สำหรับทุกคน เพราะไม่ใช่แค่ผิวมีแผลเท่านั้น แต่หลังจากการรักษาบาดแผลให้หายดีแล้วยังต้องเผชิญกับปัญหา รอยแผลเป็นตามมาอีก ยิ่งบาดแผลลึกจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ อาจเสี่ยงต่อการเกิด รอยแผลเป็น แบบนูนหนา และ คีลอยด์ เพราะฉะนั้นเรามาเรียนรู้ถึงวิธีการดูแลผิวที่เกิดแผลเพื่อลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็นกันดีกว่าค่ะ
         การป้องกันแผลเป็นธรรมดา
            ในกรณีที่เกิดแผลขึ้นมาแล้ว การดูแลรักษาทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากจะเป็นการช่วยให้แผลหายเร็ว และเมื่อแผลหายเร็วเท่าใดโอกาสเกิด รอยแผลเป็น ก็จะน้อยลงเท่านั้น
            สาเหตุอื่นๆที่มีผลทำให้แผลหายช้า ได้แก่ อายุ ยาคอร์ติโคสตีรอยด์ การขาดอาหาร การสูบบุหรี่ อุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรดด่าง และออกซิเจน เนื่องจากมีการค้นพบว่าแผลจะหายได้ดีขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิที่อบอุ่นกว่าอากาศเย็น
            การป้องกันแผลเป็นที่โตนูน
         เมื่อเกิดบาดแผลใหม่ๆ แนะนำให้ผู้ป่วยนวด หรือกดบริเวณนั้นๆ โดยนวดอย่างสม่ำเสมอในระยะประมาณ 3-6 เดือนแรก จะช่วยให้รอยแผลเป็นนั้นลดการขยายตัวและนูนเกินได้
            การป้องกันแผลเป็นจากไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก
            สำหรับบาดแผลที่มีขนาดใหญ่ เช่นแผลเป็นที่เกิดจากไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก อาจจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือพิเศษ หรือผ้ารัด หรือ pressure garment การสวมใส่ pressure garment เพื่อรัดบริเวณที่เกิดแผลเป็น ในช่วงระยะประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีแรกหลังจากได้รับอุบัติเหตุ
            แต่การนวดก็ยังสามารถลดการเกิดแผลเป็นได้เช่นเดียวกัน แต่ควรจะเป็นในช่วงระยะแรกที่แผลเป็นมีอาการอักเสบอยู่ การนวดก็จะช่วยลดไม่ให้แผลเป็นมีการขยายใหญ่โตได้

เวลาเกิดบาดแผล นอกจากต้องการให้แผลหายเร็วแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ใครหลายคนเป็นห่วงและกังวลคือ "รอยแผลเป็น"

รู้ให้ลึกเรื่องรอยแผลเป็น
เวลาเกิดบาดแผล นอกจากต้องการให้แผลหายเร็วแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ใครหลายคนเป็นห่วงและกังวลคือ "รอยแผลเป็น" เพราะหากเกิดขึ้นมันจะอยู่ติดตัวคุณไปตลอดชีวิต ซึ่งในวันนี้มีสาระความรู้เกี่ยวกับ "รู้ให้ลึกเรื่องรอยแผลเป็น" มาฝากค่ะ
รอยแผลเป็นเกิดจากกระบวนสมานรักษาแผลตามธรรมชาติ โดยจะรักษาแผลฉีกขาดของเนื้อเยื่อ มีการสร้างคอลลาเจนมาทดแทนเยื้อเยื่อที่ถูกทำลายไป ซึ่งหลังจากแผลหายดีจะมีการทิ้งรอยแผลเป็นไว้ รอยแผลเป็นมักเกิดขึ้นในกรณีแผลผ่าตัด แผลจากโรคสุกใส เป็นต้น นอกจากบริเวณผิวหนังภายนอกแล้ว รอยแผลเป็นยังสามารถเกิดขึ้นกับอวัยวะภายในร่างกายได้เช่นกัน
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดรอยแผลเป็นมาจาก 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 การเกิดแผลเป็น : โดยดูจากความรุนแรงของแผล หรือการฉีกขาดของเนื้อเยื่อว่าตื้น - ลึกเพียงใด
ส่วนที่ 2 การรักษา : หากบาดแผลเกิดแค่ในระดับหนังกำพร้าซึ่งเป็นผิวชั้นนอกสุด เมื่อแผลหายดีอาจไม่เกิดรอยแผลเป็น หรือถ้ามีก็จะเกิดขึ้นเล็กน้อย เวลาผ่านไปรอยดังกล่าวก็จะจางหายไปได้เองโดยที่ไม่ต้องใช้วิธีรักษา สำหรับบาดแผลที่มีการฉีกขาดไปจนถึงชั้นหนังแท้ กล้ามเนื้อ หรือกระดูก เมื่อหายดีจะมีการทิ้งรอยแผลเป็นไว้ การดูแลรักษาแผลจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะยิ่งดูแลดีมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้แผลหายเร็ว และช่วยลดการเกิดรอยแผลเป็นให้เกิดขึ้นน้อยลงได้อีกด้วย
ถ้าไม่อยากให้มีรอยแผลเป็นบนร่างกาย จึงควรระมัดระวังตัวเอง แต่หากเกิดบาดแผลแล้ว ควรดูแลรักษาบาดแผลให้ดีนะคะ

Saturday, August 15, 2015

ผิวพรรณที่เนียนเรียบ ปราศจากแผลเป็นทั้งภายในและภายนอก

แผลเป็นเกิดจากอะไร
ผิวพรรณที่เนียนเรียบ ปราศจากแผลเป็นทั้งภายในและภายนอก เป็นสุดยอดปรารถนาของทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่รักสวยรักงาม การเกิดแผลเป็นนำมาซึ่งความกลุ้มอกกลุ้มใจ  บางคนถึงกับสูญเสียความมั่นใจไปเลยก็มี โดยเฉพาะแผลเป็นที่เกิดบริเวณที่สังเกตุเห็นได้ง่าย เช่น ผิวหน้า แขน ขา  ที่เกิดจากการเป็นสิวหรือโรคอีสุกอีใส ซึ่งปัจจุบันมีวิธีการและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สามารถรักษาแผลเป็นให้หายเป็นปกติได้             แต่อย่างไรก็ตามการป้องกันไม่ให้เกิดย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด
สาเหตุที่ทำให้เกิดแผลเป็นนั้น เกิดจากกระบวนการักษาแผลฉีกขาดของเนื้อเยื่อ มีการสร้างเนื้อเยื่อ     ที่เป็นคอลลาเจน ขึ้นมาทดแทนเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไป เป็นกระบวนการสมานรักษาแผลตามธรรมชาติ และเมื่อแผลหายดีแล้ว จึงทิ้งรอยแผลเป็นไว้เป็นหลักฐาน  แผลที่มักทำให้เกิดรอยแผลเป็น ได้แก่ แผลผ่าตัด แผลจากอุบัติเหตุ แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก  แผลที่เกิดจากสิว แผลจากโรคอีสุกอีใส แผลจากการฉีดวัคซีน  แผลจากรอยสัก
ที่สำคัญการเกิดแผลเป็นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแผลหรือการฉีกขาดของเนื้อเยื่อมีขนาดลึกเพียงใด การดูแลรักษาแผลว่ารักษาแผลดีหรือไม่ ถ้ามีการรักษาดีจะทำให้แผลหายเร็ว รอยแผลเป็นที่หลงเหลือก็จะน้อย ดังนั้นเมื่อได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลหรือภายหลังจากหายจากโรคอีสุกอีใส เมื่อมีสิวไม่ควรบีบกด และควรดูแลผิวให้ดี หากเป็นแผลเป็นที่รุนแรงเมื่อแผลเริ่มหายใหม่ ๆ ควรทำการนวดหรือการกดบริเวณนั้นเบา ๆ    โดยการนวดอย่างสม่ำเสมอในระยะประมาณ 3-6 เดือนแรก จะช่วยให้รอยแผลเป็นลดการขยายตัวและนูนได้

Sunday, August 2, 2015

เป็นที่รู้กันว่าเมื่อเกิดแผลเป็นขึ้นแล้วการที่จะรักษาให้หายปกติ 100 เปอร์เซ็นต์ นั้นเป็นไปได้ยาก

ทำอย่างไรให้แผลเป็นหายเร็ว
เป็นที่รู้กันว่าเมื่อเกิดแผลเป็นขึ้นแล้วการที่จะรักษาให้หายปกติ 100 เปอร์เซ็นต์ นั้นเป็นไปได้ยาก วิธีการที่ดีที่สุดจึงเป็นการป้องกันไม่ให้ร่างกายส่วนใดเกิดแผลขึ้น แต่เมื่อเกิดแผลขึ้นแล้วมีข้อแนะนำในการที่จะทำให้แผลหายเร็วขึ้น ด้วยการรักษาสภาวะแวดล้อมและความสะอาดของแผลอย่างเหมาะสม รักษาอุณหภูมิให้อบอุ่น อยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวกเพื่อให้มีออกซิเจนในปริมาณที่เหมาะสม  มีความชื้นเพียงพอ ควบคุมความเป็นกรด – ด่าง
สำหรับการดูแลเบื้องต้นสำหรับแผลที่เล็ก ๆ น้อย ๆ เริ่มต้นด้วยการล้างด้วยน้ำสะอาด ปิดแปลให้ปราศจากเชื้อโรค ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์หรือยาฆ่าเชื้อทาที่บาดแผลโดยตรง เพราะอาจจะส่งผลต่อการสร้างเนื้อเยื่อ แต่ควรใช้เช็ดบริเวณรอบ ๆ เพื่อทำความสะอาด
ถ้าเป็นแผลที่มีขนาดใหญ่ หรือแผลที่มีความลึกมาก ควรไปพบแพทย์ ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ        เมื่อแผลเริ่มปิดจึงทายารักษารอยแผลภายนอก ไม่ควรแคะ แกะ เกา เพราะจะทำให้แผลหายช้าหรืออาจติดเชื้อลุกลามขึ้นได้ อย่าลืมทาครีมวิตามินอีอย่างต่อเนื่องถึงแม้แผลจะหายดีแล้วก็ตาม การรักษารอยแผลเป็น เป็นการรักษาที่ต้องใช้เวลา ดังนั้นอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเพื่อจำหน่ายยาหรือวิธีการรักษาแผลเป็นที่เกินความจริง เพราะยาอาจจะมีส่วนผสมของสารที่เป็นพิษต่อผิวหนัง โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ต้องปรึกษาแพทย์หรือให้แพทย์สั่งจึงจะใช้ยาได้   ยิ่งถ้าเป็นแผลที่เกิดบริเวณใบหน้าและดวงตา   ต้องระมัดระวังการใช้ยาเป็นพิเศษ เพราะยาบางชนิดอาจทำให้ตาบอดได้


Thursday, July 9, 2015

การผ่าตัดเพื่อรักษาแผลเป็น เป็นการตกแต่งแผลเป็นให้ดูดีขึ้น

การรักษาแผลเป็นด้วยการผ่าตัด
การผ่าตัดเพื่อรักษาแผลเป็น เป็นการตกแต่งแผลเป็นให้ดูดีขึ้น แต่จะมีแผลเป็นใหม่ขึ้นแทนแผลเก่า โดยใช้วิธีตัดออก หรือว่าลดขนาดลงบางส่วน วิธีนี้อาจจะใช้ร่วมกับการรักษาโดยวิธีอื่น เช่น การฉีดยา หรือการปิดด้วยแผ่นซิลิโคนก็ได้ การผ่าตัดมีอยู่หลายวิธี อาจจะใช้วิธีตัดออกโดยตรงแล้วเย็บปิดเป็นเส้นตรง หรืออาจจะตัดออกเป็นรูปซิกแซก เพื่อที่จะให้แผลเป็นที่เกิดขึ้นใหม่มีลักษณะใกล้เคียงกับรอยย่นตามผิวหนัง
              การผ่าตัดอีกวิธีหนึ่งคือการลดขนาดของแผลเป็น วิธีนี้เราจะใช้วิธีการตัดแผลเป็นออกบ้างบางส่วน โดยจะไม่ตัดออกทั้งหมด หลังจากนั้นจะนัดผู้ป่วยมาเพื่อติดตามผลการรักษา หากแผลเป็นมีขนาดเล็กลงอาจจะนัดมาตัดซ้ำอีกครั้ง เรียกว่าการตัดแบบทีละน้อย หรือ serial excision วิธีการผ่าตัดอีกวิธีหนึ่งคือการใช้วิธีขัดกรอผิวหนัง ใช้ในกรณีที่มีแผลเป็นที่รอยขรุขระหรือไม่เรียบหรือเป็นรอยบุ๋ม แผลเป็นนี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากสิวอักเสบหรือโรคอีสุกอีใส การใช้หัวกรอหรือใช้แสงเลเซอร์ยิงบริเวณที่รอยขรุขระนี้ เพื่อจะปรับสภาพผิวให้ราบเรียบขึ้น แต่ข้อควรระวังคืออาจจะเกิดมีการเกิดผิวสีเข้มหรือ hyperpigmentation บริเวณนั้นด้วย
              การรักษาแผลเป็นนั้นควรเลือกวิธีที่เหมาะสม มิฉะนั้นอาจทำให้แผลขยายใหญ่หรือรุนแรงกว่าเดิม  แต่อย่างไรก็ตามการป้องกัน และการดูแลรักษาภายหลังจากได้รับแผลใหม่ ๆอย่างถูกวิธี ด้วยการรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง จึงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นได้ดีกว่าการมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ปัจจุบันมีวิธีการใหม่ ๆ ที่แพทย์คิดค้นในการรักษาแผลเป็นที่เป็นรอยบุ๋ม

การรักษาแผลเป็นด้วยการฉีดฟิลเลอร์
ปัจจุบันมีวิธีการใหม่ ๆ ที่แพทย์คิดค้นในการรักษาแผลเป็นที่เป็นรอยบุ๋ม ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์อย่างคอลลาเจนหรือ Hyaluronic acid เข้าไปในรอยบุ่มของแผลเป็น หรือเพื่อเติมเต็มริ้วรอยบนใบหน้า ร่องลึกต่าง ๆ เช่น ร่องใต้ตา ร่องแก้ม หรือแม้แต่การบำรุงผิวให้กระชับ โดยสารชนิดนี้เมื่อฉีดเข้าไป จะสามารถย่อยสลายไปเองได้ตามกระบวนการทำงานของร่างกายผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 6 - 9 เดือน      แล้วต้องฉีดใหม่
การฉีดฟิลเลอร์มีผลข้างเคียงแต่ไม่รุนแรงมาก เช่น เกิดผื่นแดง จุดแดง หรือจ้ำเลือดบริเวณที่ฉีด      ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายเอง แต่ผลข้างเคียงที่ถือว่าอันตรายมาก คือ การฉีดฟิลเลอร์ผิดตำแหน่งโดยฉีดเข้าไปในหลอดเลือดจึงทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้ เคยมีรายงานเกิดตาบอดภายหลังการฉีดฟิลเลอร์ เนื่องมาจากฟิลเลอร์ที่ฉีดไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา
ดังนั้นการฉีดฟิลเลอร์จึงต้องฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น เพราะรู้เทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง สามารถวิเคราะห์ปริมาณยาและตำแหน่งที่ฉีดได้ สถานที่ฉีด ต้องฉีดในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานได้รับอนุญาตให้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย มีเครื่องมือช่วยชีวิตยามฉุกเฉิน ไม่ควรฉีดกับหมอกระเป๋าเพราะเสี่ยงต่อการใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน มีโอกาสเสี่ยงในการที่จะไปโดนเส้นเลือดหรือบริเวณอื่นที่ไม่ต้องการ ทำให้เกิดอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ คนที่ต้องการจะฉีด ต้องรู้ว่าตัวเองมีสภาพร่างกายพร้อม ไม่มีภาวะเลือดออกง่าย มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้รุนแรง หรือกำลังตั้งครรภ์

Tuesday, July 7, 2015

การรักษาแผลเป็นทำได้โดยการกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจน

การรักษาแผลเป็นด้วยพลังงาน Sublative RF (SRF)

               การรักษาแผลเป็นทำได้โดยการกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนหรือผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนผิวเดิมที่มีปัญหา ซึ่งก็มีวิธีการรักษาหลากหลายวิธี แต่ละวิธีก็มีผลดีและผลเสียแตกต่างกันไป เช่น การทำเลเซอร์จะทำให้ผิวไหม้ แต่จะให้ผลดีมากในการสร้างผิวใหม่ เมื่อเวลาผ่านไปจะทำให้ผิวหมองคล้ำ เนื่องจากเลเซอร์ลงไปทำลายคลอลาเจนผิวชั้นบน ต้องรักษาหลายครั้ง กว่าผิวจะเรียบเนียน
ปัจจุบันได้มีการค้นพบพลังงาน Sublative RF (SRF) ซึ่งเป็นพลังงานชนิดเดียวกับเทอร์มาจ จะทำหน้าที่ส่งพลังงานลงไปใต้ผิวแต่จะตื้นกว่าแสงเลเซอร์ เข้าไปฟื้นฟูคอลลาเจนในพื้นที่ที่กว้างและลึก และทำร้ายผิวชั้นบนน้อยกว่า ทำให้แผลเติมเต็ม เรียบเนียนอย่างรวดเร็ว เมื่อพลังงานลงไปกระตุ้นคอลลาเจนด้านล่างในพื้นที่ที่มากกว่าผิวชั้นบนที่ถูกทำลาย ทำให้มีจำนวนคอลลาเจนสีชมพูที่เกิดจากการฟื้นฟูใหม่มากขึ้น และเปล่งประกายออกมายังผิวด้านนอก
            พลังงาน RF นี้ เหมาะสำหรับรักษาแผลเป็น หลุมสิว หรือหลุมดำจากแผลอีสุกอีใส มีข้อดีคือทำให้ผิวแห้งขึ้น สิวจะอุดตันน้อยลง สามารถแก้ปัญหาสำหรับคนที่มีรูขุมขนใหญ่และมีสีผิวไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะผิวของคนที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ที่เริ่มจะผลัดเซลล์ผิวได้ไม่ดี ทำให้เซลล์ที่ตายแล้วไม่หลุดออกสะสมเป็นชั้นหนา Sublative RF (SRF) จึงเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษา จึงเป็นที่นิยมของแพทย์ผิวหนัง เพราะสามารถรักษาแผลเป็นได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ มีผลข้างเคียงน้อย และยังช่วยลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย 
http://www.dermeffaceserum.com/

การป้องกันการเกิดแผลเป็นสิ่งแรกที่ควรคำนึง แต่เมื่อเกิดแผลขึ้นแล้วควรลดความรุนแรงของการเกิดแผลให้ได้

การป้องกันการเกิดแผลเป็น
การป้องกันการเกิดแผลเป็นสิ่งแรกที่ควรคำนึง แต่เมื่อเกิดแผลขึ้นแล้วควรลดความรุนแรงของการเกิดแผลให้ได้ ด้วยการรักษาความสะอาดแผลอย่างเหมาะสม เริ่มต้นจากการล้างหรือเช็ดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการปิดแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรค ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์หรือยาฆ่าเชื้อ เช่น โพรวิโดนไอโอดีน เพราะจะส่งผลต่อการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายช้าหากแผลมีขนาดใหญ่และลึกมาก เลือดไหลไม่หยุดควรไปพบแพทย์ โดยเฉพาะแผลที่เกิดจากแมลงพิษกัด แผลบริเวณข้อต่อหรือข้อพับ แผลที่แดง อักเสบ และปวดรุนแรง หรือเป็นหนอง
รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะส่งผลร้ายต่อการหายของแผล  เช่น การสูบบุหรี การขาดวิตามินซี และธาตุสังฆะสี ที่สำคัญต้องรักษาระดับวิตามินซีและธาตุสังฆะสีให้อยู่ในระดับปกติ เพื่อให้แผลหายเร็วควรลดแรงตึงบริเวณแผลด้วยการใช้นำมันนวดคลึงเบา ๆ บริเวณรอบรอยแผล 
อย่างที่ทราบกันว่ารอยแผลเป็นเป็นสิ่งที่ใครไม่อยากเป็น ดังนั้นจึงควรดูแลเอาใจใส่ผิวอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเป็นสิวหรือเป็นแผลควรรีบรักษาให้หายโดยเร็ว ไม่แคะ แกะ เกา เพราะเป็นสาเหตุทำให้แผลติดเชื้อ และลุกลามได้ง่าย ควรทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำเพื่อรักษาความชุ่มชื่นให้ผิวอยู่เสมอ ที่สำคัญอย่าลืมรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยฟื้นฟูบำรุงผิว ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวัน 8 แก้ว หลีกเลี่ยงแสงแดดเวลา 9.00 – 17.00 น. หรือถ้ามีความจำเป็นต้องออกแดดควรปกปิดผิวจากแสงแดดหรือกางร่ม

Thursday, June 11, 2015

หากถามว่าคุณมีรอยแผลเป็นไหม เชื่อว่าทุกคนต้องตอบว่ามีเหมือนกันแน่นอน

3 ประเภทของรอยแผลเป็นที่ควรรู้จัก
หากถามว่าคุณมีรอยแผลเป็นไหม เชื่อว่าทุกคนต้องตอบว่ามีเหมือนกันแน่นอน เพียงแต่อาจจะแตกต่างที่ตำแหน่ง และสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งคุณรู้หรือไม่ว่ารอยแผลเป็นมีการแบ่งแยกประเภทออกเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะของรอยแผลเป็น
รอยดำ : เป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากเกินไป แต่เนื้อเยื่อผิวหนังไม่ได้รับความเสียหาย ส่วนใหญ่มักเป็นรอยที่เกิดขึ้นหลังสิวหาย หรือแผลหาย
วิธีการรักษา รอยดำสามารถจางหายได้เองภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน แต่ถ้าเพื่อความแน่ใจสามารถใช้ยาทำทรีทเมนต์เพื่อลดเม็ดสี ทำเลเซอร์กลุ่ม Q switched ND YAG (RM Laser) หรือการทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้รอยดำจางได้เร็วขึ้น
            รอยแผลเป็นแท้ๆ : เป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากการบาดเจ็บที่รุนแรงในชั้นผิวแท้ ทำให้คอลลาเจนได้รับความเสียหาย ร่างกายจึงต้องซ่อมแซมผิวบริเวณดังกล่าว มีแบ่งรอยแผลเป็นประเภทนี้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
-               แผลเป็นปกติ ที่เมื่อแผลหายสนิทจะยังคงทิ้งรอยแผลเป็นให้เห็น ซึ่งรอยดังกล่าวอาจมีสีซีดหรือสีเข้มกว่าผิวหนังปกติ
-               แผลเป็นนูน เกิดจากร่างกายสร้างเนื้อเยื่อออกมาซ่อมแซมบาดแผลมากเกินไป มีทั้งรอยแผลเป็นแบบHypertrophic Scar เนื้อเยื่อที่ถูกสร้างขึ้นจะนูนใหญ่กว่าปกติ แต่ไม่ขยายออกนอกรอยแผลเดิม และแบบKeloid ที่เนื้อเยื่อจะนูนใหญ่และขยายลุกลามออกไปจากรอยแผลเดิม อาจเกิดการดึงรั้งได้ มักเกิดในบริเวณใบหู คาง หน้าอก หัวไหล่ เป็นต้น
วิธีการรักษา สามารถใช้วิธีการฉีดยา หรือนวัตกรรมอื่นๆ ในวงการรักษาผิวหนัง ซึ่งจะช่วยทำให้ดูเรียบเนียนขึ้น แต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความรุนแรงของรอยแผลเป็นด้วย

            รอยแผลเป็นหลุม : เกิดจากเนื้อเยื่อผิวถูกทำลาย ได้รับการซ่อมแซมที่ไม่เพียงพอ หรือเกิดพังผืดในชั้นผิวดึงรั้งทำให้เกิดการยุบตัวลง ส่วนใหญ่มักเป็นรอยแผลเป็นจากสิว
            วิธีการรักษา ใช้เลเซอร์ทำให้เกิดความร้อนที่ใต้ผิวหนังชั้นลึกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวเรียบเนียน กระชับมากขึ้น รอยแผลเป็นหลุมดูตื้นขึ้น ริ้วรอย และจุดด่างดำจางลง
รอยแผลเป็นของคุณเป็นแบบไหน
แล้วได้ทำการรักษาเพื่อให้ผิวกลับมาเรียบเนียนเหมือนดังเดิมแล้วหรือยังคะ