Tuesday, July 7, 2015

การรักษาแผลเป็นทำได้โดยการกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจน

การรักษาแผลเป็นด้วยพลังงาน Sublative RF (SRF)

               การรักษาแผลเป็นทำได้โดยการกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนหรือผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนผิวเดิมที่มีปัญหา ซึ่งก็มีวิธีการรักษาหลากหลายวิธี แต่ละวิธีก็มีผลดีและผลเสียแตกต่างกันไป เช่น การทำเลเซอร์จะทำให้ผิวไหม้ แต่จะให้ผลดีมากในการสร้างผิวใหม่ เมื่อเวลาผ่านไปจะทำให้ผิวหมองคล้ำ เนื่องจากเลเซอร์ลงไปทำลายคลอลาเจนผิวชั้นบน ต้องรักษาหลายครั้ง กว่าผิวจะเรียบเนียน
ปัจจุบันได้มีการค้นพบพลังงาน Sublative RF (SRF) ซึ่งเป็นพลังงานชนิดเดียวกับเทอร์มาจ จะทำหน้าที่ส่งพลังงานลงไปใต้ผิวแต่จะตื้นกว่าแสงเลเซอร์ เข้าไปฟื้นฟูคอลลาเจนในพื้นที่ที่กว้างและลึก และทำร้ายผิวชั้นบนน้อยกว่า ทำให้แผลเติมเต็ม เรียบเนียนอย่างรวดเร็ว เมื่อพลังงานลงไปกระตุ้นคอลลาเจนด้านล่างในพื้นที่ที่มากกว่าผิวชั้นบนที่ถูกทำลาย ทำให้มีจำนวนคอลลาเจนสีชมพูที่เกิดจากการฟื้นฟูใหม่มากขึ้น และเปล่งประกายออกมายังผิวด้านนอก
            พลังงาน RF นี้ เหมาะสำหรับรักษาแผลเป็น หลุมสิว หรือหลุมดำจากแผลอีสุกอีใส มีข้อดีคือทำให้ผิวแห้งขึ้น สิวจะอุดตันน้อยลง สามารถแก้ปัญหาสำหรับคนที่มีรูขุมขนใหญ่และมีสีผิวไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะผิวของคนที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ที่เริ่มจะผลัดเซลล์ผิวได้ไม่ดี ทำให้เซลล์ที่ตายแล้วไม่หลุดออกสะสมเป็นชั้นหนา Sublative RF (SRF) จึงเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษา จึงเป็นที่นิยมของแพทย์ผิวหนัง เพราะสามารถรักษาแผลเป็นได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ มีผลข้างเคียงน้อย และยังช่วยลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย 
http://www.dermeffaceserum.com/

การป้องกันการเกิดแผลเป็นสิ่งแรกที่ควรคำนึง แต่เมื่อเกิดแผลขึ้นแล้วควรลดความรุนแรงของการเกิดแผลให้ได้

การป้องกันการเกิดแผลเป็น
การป้องกันการเกิดแผลเป็นสิ่งแรกที่ควรคำนึง แต่เมื่อเกิดแผลขึ้นแล้วควรลดความรุนแรงของการเกิดแผลให้ได้ ด้วยการรักษาความสะอาดแผลอย่างเหมาะสม เริ่มต้นจากการล้างหรือเช็ดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการปิดแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรค ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์หรือยาฆ่าเชื้อ เช่น โพรวิโดนไอโอดีน เพราะจะส่งผลต่อการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายช้าหากแผลมีขนาดใหญ่และลึกมาก เลือดไหลไม่หยุดควรไปพบแพทย์ โดยเฉพาะแผลที่เกิดจากแมลงพิษกัด แผลบริเวณข้อต่อหรือข้อพับ แผลที่แดง อักเสบ และปวดรุนแรง หรือเป็นหนอง
รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะส่งผลร้ายต่อการหายของแผล  เช่น การสูบบุหรี การขาดวิตามินซี และธาตุสังฆะสี ที่สำคัญต้องรักษาระดับวิตามินซีและธาตุสังฆะสีให้อยู่ในระดับปกติ เพื่อให้แผลหายเร็วควรลดแรงตึงบริเวณแผลด้วยการใช้นำมันนวดคลึงเบา ๆ บริเวณรอบรอยแผล 
อย่างที่ทราบกันว่ารอยแผลเป็นเป็นสิ่งที่ใครไม่อยากเป็น ดังนั้นจึงควรดูแลเอาใจใส่ผิวอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเป็นสิวหรือเป็นแผลควรรีบรักษาให้หายโดยเร็ว ไม่แคะ แกะ เกา เพราะเป็นสาเหตุทำให้แผลติดเชื้อ และลุกลามได้ง่าย ควรทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำเพื่อรักษาความชุ่มชื่นให้ผิวอยู่เสมอ ที่สำคัญอย่าลืมรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยฟื้นฟูบำรุงผิว ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวัน 8 แก้ว หลีกเลี่ยงแสงแดดเวลา 9.00 – 17.00 น. หรือถ้ามีความจำเป็นต้องออกแดดควรปกปิดผิวจากแสงแดดหรือกางร่ม

ขณะตั้งครรภ์คุณแม่หลายคนอาจจะประสบปัญหาผิวแตกลายได้ง่ายๆ

วิธีป้องกันผิวแตกลายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
ขณะตั้งครรภ์คุณแม่หลายคนอาจจะประสบปัญหาผิวแตกลายได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในช่วงที่อายุครรภ์เริ่มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเกินการขยายตัวของผิวหนัง สำหรับบริเวณที่มักเกิดการแตกลายได้ง่ายๆ ก็อย่างเช่นบริเวณ ต้นขา น่อง สะโพก และบริเวณหน้าท้อง แต่เราก็สามารถป้องกันได้นะคะ เพียงคุณแม่เริ่มดูแลผิวกันตั้งแต่เริ่มอายุครรภ์อ่อนๆ สำหรับวิธีก็คือ

1. ทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอถ้าสามารถทาได้ทั้งเช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน จะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ถ้ามีเวลาไม่มากก็ควรทาทุกครั้งหลังอาบน้ำ สำหรับครีมบำรุงผิวควรเลือกแบบที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ หรือคุณแม่อาจจะเลือกเป็นประเภทน้ำมันต่างๆ ก็ได้อย่างเช่น น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันมะพร้าว ก็จะช่วยป้องกันปัญหาผิวแตกลายให้กับคุณแม่ได้

2. ห้ามเกาผิวแรงๆ อย่างเด็ดขาด เพราะการเกาจะทำให้ผิวแตกลายได้ง่าย แต่ถ้าเกิดคันจริงๆ ควรใช้มือลูบเพียงเบาๆ หรือแก้ปัญหาโดยการทาครีมบำรุงก็จะช่วยลดปัญหาอาการคันได้เป็นอย่างดี

3. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควรควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มมากไปกว่าเกณฑ์ ที่กำหนด ผิวของเราจะได้มีการปรับตัวและไม่ขยายเร็วเกินไป 

4. อาบน้ำอุณหภูมิปกติ และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำที่ร้อนจัดเพราะจะทำให้ไขมันที่เคลือบผิวหลุดออกไป ผิวจะขาดความชุ่มชื่นเกิดการลอกและแตกลายได้

ทราบแบบนี้แล้วคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ก็อย่าลืมดูแลรักษาผิวกันตั้งแต่เนิ่นๆ นะคะ เพื่อช่วยลดปัญหาการเกิดผิวแตกลายอย่างได้ผล 

ผลกระทบจากการเป็นขนคุด

ผลกระทบจากการเป็นขนคุด
            หลังจากพบว่าตนเองเป็นโรคขนคุด หนุ่มสาวหลายคนเกิดอาการกลัวเหลือเกินว่าร่างกายอาจจะได้รับผลกระทบจากการเป็นโรคขนคุดหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วใครที่เคยเป็นขนคุดจะทราบดีว่า การเป็นขนคุดนั้นไม่ส่งผลเสียใด ๆ ต่อสุขภาพและร่างกายเลย นอกเสียจากจะทำลายความมั่นใจ ความกล้ามแสดงออกและการแสดงตนต่อหน้าสาธารณะชนของเราอาจจะด็อปลงไปเท่านั้นเอง
            ก่อนอื่นขอให้ผู้ที่เป็นขนคุดทำความเข้าใจก่อนว่า การเกิดขนคุดนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจากพันธุกรรมที่ผิดปกติเกี่ยวกับการสร้างเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังโดยทั่วไปเกิดการอุดตันจนขนไม่สามารถผุดและโผล่ออกมาจากรูขุมขนได้ตามปกติ เหมือนกับผู้ที่มีพันธุกรรมในการสร้างเซลล์ผิวหนังทั่วไป ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเกิดเป็นตุ่มน้อยใหญ่ตามขนาดของการอุดตัน ซึ่งในบางคนอาจพบว่าผิวหยาบมากขึ้น ลูบผิวแล้วสากและผิวเป็นหนังไก่ ซึ่งลักษณะอาการเหล่านี้เป็นผลกระทบที่ผู้ป่วยได้รับชัดเจนมากที่สุด โดยในบางคนหากมีการอักเสบร่วมด้วย จะเกิดอาการคันและแสบร้อน แต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยความตั้งใจ
            เพราะฉะนั้น จึงชัดเจนที่สุดแล้วว่า การเกิดโรคขนคุดมีผลกระทบกับความมั่นใจในการดำรงชีวิตมากกว่าปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ซึ่งการกำจัดขนคุดก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองในกรณีที่ไม่รุนแรง แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นโรคขนคุดรุนแรง การเข้ารับการรักษาและปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัดก็ช่วยให้โรคนี้หายขาดได้ หรืออย่างน้อยก็ช่วยให้เกิดขนคุดขึ้นน้อยลงเรื่อย ๆ...

หลายคนที่พบว่าตนเองกำลังเป็นโรคขนคุดอยู่นั้น คงวิตกกังวลไม่น้อยเกี่ยวกับอาการต่าง ๆ

ป้องกันตนเองอย่างไรจากการเป็นขนคุด
            หลายคนที่พบว่าตนเองกำลังเป็นโรคขนคุดอยู่นั้น คงวิตกกังวลไม่น้อยเกี่ยวกับอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งตุ่มนูน ผิวหยาบสากคล้ายกระดาษทรายหรือมีลักษณะคล้ายหนังไก่ รวมไปถึงผิวพรรณที่ไม่เรียบเนียนสวยงาม เหล่านี้คือผลกระทบที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากการเป็นขนคุด
            สำหรับสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคขนคุดนั้น มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเกิดจากอุดตันจนขนไม่สามารถผุดออกได้ตามปกติ เกิดเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ หยาบ สากและอาจคล้ายหนังไก่ โดยในบางคนอาจพบว่าขนคุดเกิดขึ้นได้ทั้งผิวบริเวณแขน ขา รักแร้และใบหน้า ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ส่งผลเสียต่อการสร้างความมั่นใจในการดำรงชีวิตมากที่สุด เพราะทำให้ผิวแลดูไม่สวยงาม ไม่เรียบเนียนและผุดผ่องสดใสเหมือนผิวของคนปกติทั่วไป ซึ่งการป้องกันตนเองจากการเป็นโรคขนคุดนั้น ไม่สามารถป้องกันได้ เนื่องขนคุดมีสาเหตุสำคัญมาจากพันธุกรรม ซึ่งจะถ่ายทอดถึงกันได้ในหมู่ลูกหลานญาติพี่น้อง ดังนั้น วิธีการเดียวที่สามารถลดการเกิดขนคุดได้ คือการเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวหนังด้วยการทาโลชั่นบำรุงผิวเป็นประจำ พร้อมทั้งสครับผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้งในผู้ที่เป็นโรคขนคุด เพื่อให้ขนคุดหลุดออกและเกิดขึ้นน้อยลง
            เพราะฉะนั้น หากต้องการป้องกันตนเองจากการเป็นขนคุดคงไม่สามารถป้องกันได้ แต่ถ้าดูแลผิวให้ขนคุดขึ้นน้อยลง ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วคือรักษาความชุ่มชื่นของผิวพรรณตนเองอยู่เสมอ เท่านี้ขนคุดก็สร้างปัญหาให้เราน้อยลงแล้ว...

กำจัดขนง่าย ๆ ด้วยครีมกำจัดขน

กำจัดขนง่าย ๆ ด้วยครีมกำจัดขน
                  การกำจัดขนด้วยครีมกำจัดขนนั้น ถือว่าเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทุกวันนี้ ด้วยขั้นตอนในการใช้งานที่ง่าย สะดวกสบาย รวดเร็วและมีราคาไม่แพง ทำให้การใช้ครีมกำจัดขนได้รับความนิยมมากที่สุด
                  สำหรับครีมกำจัดขนที่ได้รับความนิยมนั้น มีมากมายหลายยี่ห้อ ในแต่ละยี่ห้อนั้นมีความสามารถในการกำจัดขนได้อย่างยอดเยี่ยม เพียงแค่ทาครีมกำจัดขนลงบนผิวที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นผิวบริเวณรักแร้ แขนหรือขา ก็สามารถกำจัดขนได้อย่างง่ายดาย โดยระยะเวลาในการทาทิ้งไว้ของครีมกำจัดขนนั้น ต้องอยู่ในระยะเวลาที่ครีมยี่ห้อนั้น ๆ กำหนด เพราะหากทาทิ้งไว้นานเกินไปอาจส่งผลให้ผิวไหม้ได้เนื่องจากส่วนประกอบทางเคมีที่มีอยู่ในครีมอาจทำลายผิว โดยข้อเสียของการใช้ครีมกำจัดขนนั้นคือครีมมักมีกลิ่นฉุนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้หลังจากการใช้ครีมกำจัดขนยังคงมีกลิ่นติดอยู่ที่ผิวหนัง ซึ่งกลิ่นจะจางหายไปประมาณ 2 – 3 วัน
                  เหล่านี้คือข้อดีและข้อเสียของการใช้ครีมกำจัดขนที่หลายคนเลือกใช้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นวิธีการกำจัดขนที่สะดวก ง่ายดายและไม่ยุ่งยากเหมือนกับวิธีการกำจัดขนด้วยวิธีอื่น ๆ ที่สำคัญยังได้รับผลกระทบหลังจากการใช้วิธีนี้กำจัดน้อยมาก แต่ประสิทธิภาพในการกำจัดขนต้องถือว่ายอดเยี่ยม เพราะฉะนั้น หากใครยังไม่เคยลองใช้วิธีการกำจัดขนด้วยวิธีนี้แล้วล่ะก็ การกำจัดขนด้วยครีมอาจเป็นวิธีการที่ดีที่สุดเท่าที่คุณเคยใช้มาเลยก็ได้...

การกำจัดขนด้วยวิธีอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis)

การกำจัดขนด้วยวิธีอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis)
การกำจัดขนด้วยวิธีอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis) เป็นการกำจัดขนถาวรด้วยไฟฟ้า โดยการสัมผัสโดยตรงของอุปกรณ์อิเล็กโทรดที่รูขุมขน เพื่อเข้าไปทำลายรากขนและป้องกันไม่ให้ขนกลับมาเจริญเติบโตได้อย่างรวมเร็ว ต้องทำประมาณ 15 – 20 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 15 นาที – 1 ชั่วโมง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 1- 3 เดือน จึงใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูงทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำและปริมาณของเส้นขน การใช้ไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องระงับความรู้สึก แต่ต้องระวังความเสี่ยงเมื่อได้รับกระแสไฟฟ้า ควรเลือกสถานเสริมความงามที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อลดความเสี่ยงที่สีผิวจะเปลี่ยนไป
การรักษาด้วยไฟฟ้ามีให้เลือก 3 วิธี คือ
1.     Galvanic กิริยาไฟฟ้าเดิมที่ถูกนำไปใช้โดยตรงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของเกลือและน้ำ รวมไปถึงน้ำด่างรอบรูขุมขน
2.     Thermolysis หรือที่เรียกว่า คลื่นวิทยุความถี่สูง ใช้กระแสสลับเพื่อให้ความร้อนในรูขุมขน
3.Blend เป็นการกระทำโดยตรงกันกับรูขุมขน โดยการใช้ปฏิกิริยาเคมี และความร้อนร่วมกัน ตั้งแต่การกำเนิดของเครื่องกำจัดขน มีความแตกต่างกับการใช้งานในปัจจุบันนี้มาก
วิธีนี้เหมาะสำหรับขนบริเวณใต้วงแขน และขนบิกินี่ หรือเป็นหนวดของผู้หญิง นอกจากจะกำจัดขนได้แล้วยังสามารถลดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ลงด้วยเพราะกระแสไฟฟ้าจะเข้าไปปิดรูขุมขน พร้อมทั้งฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หลังจากกำจัดขนแล้วต้องดูแลความชุ่มชื้นของผิวอยู่เสมอ และกลับไปทำซ้ำตามที่หมอแนะนำเพื่อความต่อเนื่องในการรักษา หากทำไม่ครบตามระยะเวลาที่กำหนดก็อาจจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร