Showing posts with label โรคพาร์กินสัน. Show all posts
Showing posts with label โรคพาร์กินสัน. Show all posts

Thursday, May 18, 2017

โรคพาร์กินสันเป็นอาการเสื่อมทางสมองเรื้อรังและจะมีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เผยแนวทางการสังเกตร่างกายเคลื่อนไหวผิดปกติในอาการของโรคพาร์กินสัน
โรคพาร์กินสันเป็นอาการเสื่อมทางสมองเรื้อรังและจะมีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้การควบคุมการเคลื่อนไหว การพูด และการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ในร่างกายเสื่อมลง  โดยทางสถิติน่าจะมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ในประเทศไทย ประมาณ 40,000 - 50,000 คน ซึ่งในบางส่วนอาจยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ตลอดจนยังไม่ได้รักษาอย่างถูกวิธี

อาการของโรคพาร์กินสัน 
อาการหลักของโรคพาร์กินสันจะมีอาการแสดงของโรคมากหรือน้อยนั้นแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย และระยะเวลาการเป็นโรค และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา ซึ่งอาการของโรคประกอบด้วย อาการหลัก ได้แก่
1.อาการสั่น
อาการสั่นเป็นอาการเริ่มต้นของโรคพาร์กินสัน มักสั่นมากเวลาอยู่นิ่ง ๆ แต่ถ้ามีการเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ อาการสั่นจะลดลงหรือหายไปเอง
2. อาการเกร็ง
อาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อทำให้รู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะแขน ขาและหลัง โดยที่ไม่ได้เคลื่อนไหวหรือทำงานหนัก กล้ามเนื้อจะมีความตึงตัวสูงและเกร็งแขนอยู่ตลอดเวลา 
3. อาการเคลื่อนไหวช้า
อาการเคลื่อนไหวไม่กระฉับกระเฉงว่องไวเหมือนเดิม  โดยการเคลื่อนไหวเริ่มช้าลง  เริ่มเดินช้า ทำกิจกรรมต่าง ๆ ช้าลงกว่าเดิมมาก
 4. อาการสูญเสียการทรงตัว 
เมื่อมีอาการสูญเสียการทรงตัวอาจจะมีอาการที่อาจพบร่วมด้วย ได้แก่ อาการน้ำลายไหล  เขียนตัวหนังสือเล็ก เดินไม่แกว่งแขน เดินซอยเท้า เท้าติด ยกเท้าลำบาก หกล้มบ่อย นอนไม่หลับ เป็นต้น 
ในปัจจุบันโรคพาร์กินสันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม รวมทั้งการเปลี่ยนถ่ายของเซลล์ตัวอ่อน หรือวิธีล้างสารตกค้างจากร่างกาย เนื่องจากยังไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ว่าเกิดจากอะไร     


Tuesday, March 21, 2017

พาร์กินสันเป็นโรคของสมองซึ่งเกิดจากความเสื่อมของสมองเฉพาะที่บางจุด

ดูแลผู้สูงวัยให้ห่างไกลจากโรคพาร์กินสัน โรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ
ในต่างประเทศมีรายงานว่าในประชากรที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป จะมีผู้ป่วยพาร์กินสันอยู่ประมาณ 1 %  สำหรับในประเทศไทย จากรายงานของโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ให้การรักษาพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันอยู่ในหลักหมื่นเท่านั้นเนื่องจากมีผู้ป่วยพาร์กินสันที่ยังไม่รู้ตัวจึงไม่ได้เข้ารับการรักษา
โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
พาร์กินสันเป็นโรคของสมองซึ่งเกิดจากความเสื่อมของสมองเฉพาะที่บางจุด และอาจเกิดร่วมกับการเสื่อมของสมองส่วนอื่น ๆ ด้วย  ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุในการเกิดพาร์กินสันที่แน่ชัด แต่คาดว่ามีสารก่อความแพ้บางอย่างในร่างกายที่ส่งผลให้ผู้ป่วยด้วยโรคพาร์กินสันมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปรกติ
กลุ่มอายุที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์กินสัน
กลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคพาร์กินสันได้แก่ผู้สูงอายุ ซึ่งจากสถิติของสถาบันประสาทวิทยาพบว่า 80 % ของผู้ป่วยพาร์กินสันนั้นมีอายุ 60 ปีขึ้นไปแต่ทั้งนี้คนที่อายุน้อยก็มีสิทธิ์ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยมาก

โรคพาร์กินสัน เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุซึ่งผู้ที่ค้นพบโรคพาร์กินสันเป็นครั้งแรกคือ  นายแพทย์เจมส์ พาร์กินสัน ชาวอังกฤษ จึงได้มีการตั้งชื่อโรคตามคุณหมอท่านนี้ และนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมา และยังได้มีการกำหนดให้ วันที่ 11 เมษายน ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของนพ.เจมส์ พาร์กินสันเป็นวันพาร์กินสันโลก เพื่อจัดกิจกรรมให้ความรู้ สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของโรค รวมทั้งการดูแลรักษาโรคพาร์กินสันนี้แก่ประชาชนด้วย

Wednesday, January 4, 2017

หนึ่งในจำนวนหลายโรคที่เกิดได้ในวัยชรานั่นก็คือ "โรคพาร์กินสัน"

9  สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสันในผู้สูงอายุ

ร่างกายคนเรานั้นเมื่อเข้าสู่วัยชราก็เป็นธรรมดาที่โรคภัยไข้เจ็บจะมาเยือนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก และหนึ่งในจำนวนหลายโรคที่เกิดได้ในวัยชรานั่นก็คือ "โรคพาร์กินสัน" ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางส่งผลให้เกิดอาการสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้าซึ่งมีสาเหตุดังนี้

สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคพาร์กินสัน
1.  ความชราภาพของสมอง จึงมีผลทำให้เซลล์สมองที่สร้างสารโดปามีนมีจำนวนลดลง โดยจะพบบ่อยที่สุดและพบมากในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และพบได้ทั้งเพศชายและหญิง

2. ยากล่อมประสาท  หรือยานอนหลับที่ออกฤทธิ์กดหรือต้านการสร้างสารโดปามีน แต่ปัจจุบันยากลุ่มนี้ลดความนิยมในการใช้ลง แต่ปลอดภัยสูงกว่าและไม่มีผลต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน
          
 3. ยาลดความดันโลหิตสูง   แต่ในระยะหลัง ๆ ยาควบคุมความดันโลหิตส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์นอกระบบประสาทส่วนกลาง แต่มีผลทำให้ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย จึงไม่ส่งต่อสมองที่จะทำให้เกิดโรคพาร์กินสันต่อไป

4.  หลอดเลือดในสมองอุดตัน ทำให้เซลล์สมองที่สร้างโดปามีนมีจำนวนลดน้อยลง หรือหมดไป

5.  สารพิษทำลายสมอง ได้แก่ พิษจากสารคาร์บอนมอนนอกไซด์  สารแมงกานีสในโรงงานถ่านไฟฉาย

6.  สมองขาดออกซิเจน ในกรณีที่ถูกบีบคอ   จมน้ำ เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจ เป็นต้น

7.  ศีรษะถูกกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ

8.  การอักเสบของสมอง

9.  โรคทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสัน ซึ่งเกิดจากการที่มีอาการของโรคตับพิการร่วมกับโรคสมอง

โดยทั่วไปผู้ที่เป็น โรคพาร์กินสัน อาการจะแสดงออกมากน้อยแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ ด้าน เช่น อายุ ระยะเวลาการเป็นโรค และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา

Thursday, November 24, 2016

โรคพาร์กินสัน เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นเนื่องจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทในก้านสมอง

เทคนิคในการสังเกตอาการของโรคพาร์กินสันอย่าปล่อยให้โรคนี้ทำลายชีวิตคนที่คุณรักอีกต่อไป 

โรคพาร์กินสัน เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นเนื่องจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทในก้านสมอง ทำให้มีการผลิตสารที่ชื่อสารโดปามีนน้อยลง ส่งผลให้สมองสูญเสียการควบคุมการสั่งงานของกล้ามเนื้อ  แต่ด้วยวิทยาการความก้าวหน้าทางการแพทย์ในโลกปัจจุบันนี้สามารถที่จะพิชิตโรคพาร์กินสันได้

เทคนิคการสังเกตอาการที่อาจบ่งบอกว่าอาจเป็นโรคพาร์กินสัน       
อาการของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันนี้ที่สำคัญคือ อาการเสียการทรงตัว  อาการสั่น อาการเกร็ง และอาการเคลื่อนไหวช้า
1.  อาการเสียการทรงตัว
ผู้ป่วยมักมีท่าหลังงอ ไหล่ห่อ เข่าย่อลงเนื่องจากมีการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย มีการเดินไม่ถนัด ทำกิจวัตรประจำวันได้น้อยลงหรือไม่ได้ 
2.  อาการสั่น 
เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นที่ส่วนปลายคือนิ้วมือหรือแขนท่อนล่าง โดยอาการจะเริ่มสั่นเพียงข้างเดียวก่อน และเป็นอยู่นานเป็นปีก่อนจะข้ามมาเป็นอีกข้างหนึ่ง อาการสั่นนี้จะเป็นในขณะอยู่เฉยๆหรือนั่งนิ่งๆ และจะลดลงหรือหายไปหากผู้ป่วยมีการเคลื่อนการผ่าตัดรักษาโรคพาร์กินสัน และในระยะท้ายของโรคนี้อาการสั่นจะรุนแรงมากขึ้นอาจพบมีอาการสั่นบริเวณ ศีรษะ  เท้า  และบริเวณขากรรไกรด้วย
3.  อาการเกร็ง
มักพบตามลำตัวและแขนมากกว่าขา อาการแข็งเกร็งจะเป็นมากขึ้น เมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือขยับ และจะดีขึ้นในขณะผ่อนคลายหรือหลับ สังเกตได้ว่าเวลาเดินผู้ป่วยมีการแกว่งแขนน้อยลง สีหน้าเฉยเมย กะพริบตาน้อยลง พูดเสียงเบา
4.  อาการเคลื่อนไหวช้า 
เนื่องจากมีการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ ทำให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวช้าลง และมีการขยับตัวน้อยกว่าคนปกติทั่วไป เช่น ไม่ค่อยเกา ไม่ค่อยเปลี่ยนท่วงท่า  เป็นต้น
       
อาการสั่นเป็นอาการเริ่มต้นของโรคพาร์กินสัน มักสั่นมากเวลาอยู่นิ่ง ๆ แต่ถ้ามีการเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ อาการสั่นจะลดลงหรือหายไปเอง

Monday, October 24, 2016

ในปัจจุบันนี้บุคคลทั่วไปมีความตื่นตัวและสนใจเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันกันมากขึ้น

เผยแนวทางในการรักษาโรคพาร์กินสัน โรคที่ไม่ใช่แค่เกิดอาการสั่น
 ในปัจจุบันนี้บุคคลทั่วไปมีความตื่นตัวและสนใจเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันกันมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่โรคที่เกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้นโรคพาร์กินสันเป็นอาการเสื่อมทางสมองเรื้อรังและจะมีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้การควบคุมการเคลื่อนไหว การพูด และการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ในร่างกายเสื่อมลง  โดยทางสถิติน่าจะมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ในประเทศไทย ประมาณ 40,000 - 50,000 คน ซึ่งในบางส่วนอาจยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ตลอดจนยังไม่ได้รักษาอย่างถูกวิธี

แนวทางการรักษา
ในทางวงการแพทย์นั้นโรคพาร์กินสันสามารถรักษาได้หลายวิธี ทั้งจากการรับประทานยา  การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง หรือแม้แต่การผ่าตัดสอดสายเข้าลำไส้เล็ก เพื่อทำการปลดปล่อยยาอย่างสม่ำเสมอโดยใช้เครื่องปั้มยาช่วยหรือการผ่าตัดเพื่อกระตุ้นสมองส่วนลึก คาดการณ์ว่าโดยทางสถิติน่าจะมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ในประเทศไทยประมาณหนึ่งแสนรายและเป็นประชากรผู้สูงอายุ และมีบางส่วนยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ตลอดจนยังไม่ได้รักษาอย่างถูกวิธี
 
ในปัจจุบันโรคพาร์กินสันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้  ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม รวมทั้งการเปลี่ยนถ่ายของ Stem Cell หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเซลล์ตัวอ่อนหรือ วิธีล้างสารตกค้างจากร่างกาย (Chelation) เนื่องจากยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ว่าเกิดจากอะไร แต่ในปัจจุบันนักวิจัยได้มีการตั้งสมมติฐานและทำการทดลองเพื่อหาสาเหตุของโรคนี้และหาทางหยุดยั้งการเสื่อมของเซลล์สมอง รวมทั้งทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นด้วย จึงเป็นโอกาสและความหวังของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้